Cybersec Asia 2026 x Thailand International Cyber Week 2026 (สนับสนุนโดย NCSA) เปิดตัว “Cybersec Asia Training Day” – ประสบการณ์การเรียนรู้เชิงปฏิบัติสำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์

กรุงเทพฯ ประเทศไทย – [8 ธันวาคม 2568] – Cybersec Asia 2026 x Thailand International Cyber Week 2026 (powered by NCSA) ขอประกาศเปิดตัว “Cybersec Asia Training Day” โปรแกรมการเรียนรู้เต็มวัน ที่มุ่งพัฒนาทักษะเชิงปฏิบัติและประสบการณ์จริงให้แก่ผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ ภายในงานหลัก โดยกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) ตอกย้ำบทบาทของ Cybersec Asia 2026 ในฐานะแพลตฟอร์มชั้นนำด้านความเป็นเลิศทางเทคนิคและการพัฒนาวิชาชีพ. การเรียนรู้เชิงปฏิบัติสำหรับผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม  “Cybersec Asia Training Day” นำเสนอหลักสูตรเฉพาะทางจากผู้ให้บริการด้านการฝึกอบรมชั้นนำ อาทิ ICMS Cyber Solutions, PECB Cybersecurity Foundation, SoSecure และ Cloud Village…

Read More

หลักสูตรการศึกษาด้าน Service Design ของ FOURDIGIT ได้รับการบรรจุเป็นรายวิชาในหลักสูตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประเทศไทย

หลักสูตรการศึกษาด้าน Service Design เชิงปฏิบัติที่นำเสนอโดย FOURDIGIT ได้รับการบรรจุเป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาในหลักสูตรของภาควิชาบรรณารักษศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประเทศไทย โดยได้ทำการเปิดสอนครั้งแรกในเดือนตุลาคม 2568 หลักสูตรนี้ได้รับการบรรจุเป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาในหลักสูตรของภาควิชาบรรณารักษศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นสถาบันอุดมศึกษาแห่งชาติที่มีเกียรติและมีประวัติศาสตร์ยาวนานที่สุดในประเทศไทย และยังได้รับการจัดอันดับให้เป็นมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของประเทศในสามการจัดอันดับโลกที่สำคัญ ได้แก่ World University Rankings 2025, QS World University Rankings 2025, และ Asia University Rankings 2024 นี่นับเป็นมหาวิทยาลัยแห่งที่สามที่นำหลักสูตรของเราไปใช้ ต่อจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และสถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น (ส.ท.ญ.) โดยมีนักศึกษาที่เลือกเรียนวิชาเอกหรือวิชาโทด้านสารสนเทศเข้าร่วมในรอบนี้รวม 28 คน เราวางแผนที่จะขยายหลักสูตรไปยังมหาวิทยาลัยอื่นๆ ในประเทศไทย และพัฒนาหลักสูตรที่ปรับให้เหมาะสมสำหรับการฝึกอบรมองค์กรในอนาคต ภาพรวมของหลักสูตร หลักสูตรการเรียนรู้เชิงปฏิบัติใน Service Design สำหรับผู้นำในอนาคต   การได้รับความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับสถานการณ์ของการออกแบบในยุคใหม่ การเปลี่ยนแปลงในคุณค่าของการออกแบบ และความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ ตลอดจนการได้สัมผัสกับกระบวนการเดียวกับการปฏิบัติจริง จะช่วยให้นักศึกษาได้รับมุมมองที่กว้างขึ้นจากการเรียนรู้ที่แตกต่างจากการบรรยายเพียงอย่างเดียว   คุณสมบัติเด่น…

Read More

การถือกำเนิดของการเงินอย่างยั่งยืนและธนาคารสีเขียวในประเทศไทย

การจัดหาเงินทุนอย่างยั่งยืนและธนาคารสีเขียวได้กลายมาเป็นประเด็นสำคัญในภาคการเงินของประเทศไทยตลอดทศวรรษที่ผ่านมา เมื่อความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศและการเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้น ธนาคารและหน่วยงานกำกับดูแลจึงเริ่มทบทวนวิธีการจัดสรรเงินทุน เป้าหมายไม่ใช่เพียงการสร้างผลกำไรเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสนับสนุนการเติบโตแบบคาร์บอนต่ำ การปกป้องระบบนิเวศ และการสร้างความยืดหยุ่นให้กับธุรกิจและชุมชนด้วย แกนหลักของการเปลี่ยนแปลงนี้คือแนวคิดที่ว่า ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) สามารถส่งผลต่อระดับความเสี่ยงของผู้กู้ ธนาคารไทยเริ่มตระหนักว่าบริษัทที่เผชิญกับความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ เช่น น้ำท่วม หรือรูปแบบสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง อาจเผชิญกับความเสี่ยงด้านเครดิตที่สูงขึ้นในอนาคต ดังนั้นธนาคารพาณิชย์จึงผสานการประเมิน ESG เข้าไปในนโยบายการปล่อยสินเชื่อ แทนที่จะพิจารณาเพียงงบการเงินเท่านั้น ธนาคารยังพิจารณาการใช้พลังงาน การจัดการของเสีย แนวปฏิบัติด้านแรงงาน และโครงสร้างธรรมาภิบาลของบริษัทด้วย หน่วยงานกำกับดูแลในประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในการผลักดันธนาคารให้เดินไปในทิศทางนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยและหน่วยงานอื่น ๆ สนับสนุนให้สถาบันการเงินนำแนวทางการปล่อยสินเชื่ออย่างรับผิดชอบมาใช้ และเปิดเผยความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ เมื่อเวลาผ่านไป ความริเริ่มในลักษณะสมัครใจเหล่านี้ได้ค่อย ๆ พัฒนาเป็นแนวทางและความคาดหวังที่ชัดเจนยิ่งขึ้น กรอบแนวคิดดังกล่าวผลักดันให้ธนาคารพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สนับสนุนภาคส่วนสีเขียวโดยตรง เช่น พลังงานหมุนเวียน อาคารประหยัดพลังงาน และเกษตรกรรมยั่งยืน ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของเครื่องมือด้านการเงินอย่างยั่งยืนเริ่มมองเห็นได้ชัดเจนมากขึ้น ธนาคารไทยออกพันธบัตรสีเขียวเพื่อระดมทุนสำหรับโครงการที่ให้ประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม เช่น โซลาร์ฟาร์ม หรือการปรับปรุงระบบขนส่งมวลชนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เงินกู้ที่เชื่อมโยงกับความยั่งยืนก็เป็นอีกเครื่องมือสำคัญ ซึ่งอัตราดอกเบี้ยสามารถปรับได้ตามผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของผู้กู้ที่ตกลงร่วมกัน กลไกนี้สร้างแรงจูงใจทางการเงินให้บริษัทลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร หรือเสริมสร้างนโยบายด้านสังคมให้แข็งแกร่งขึ้น ธนาคารสีเขียวไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะลูกค้าองค์กรรายใหญ่เท่านั้น ธนาคารไทยบางแห่งออกแบบผลิตภัณฑ์สำหรับลูกค้ารายย่อยที่ช่วยส่งเสริมให้ผู้บริโภคทั่วไปตัดสินใจใช้จ่ายอย่างรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ผลิตภัณฑ์เหล่านี้อาจรวมถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยในอัตราดอกเบี้ยพิเศษสำหรับบ้านประหยัดพลังงาน สินเชื่อรถยนต์สีเขียวสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า หรือบัตรเครดิตที่บริจาคส่วนหนึ่งของยอดใช้จ่ายให้กับโครงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม…

Read More

ผลกระทบของอุตสาหกรรม 4.0 ต่อลูกค้าเทคโนโลยีในประเทศไทย

การนำเทคโนโลยีอุตสาหกรรม 4.0 ซึ่งประกอบด้วยการแปลงดิจิทัล, การใช้ระบบอัตโนมัติ และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาใช้ ได้มีผลกระทบที่ลึกซึ้งต่อธุรกิจสตาร์ทอัพในหลายประเทศ และประเทศไทยก็ไม่แตกต่างกัน ด้วยการนำอุตสาหกรรม 4.0 มาใช้ ธุรกิจสตาร์ทอัพในประเทศไทยได้รับโอกาสใหม่ ๆ แต่ก็ต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น ผลกระทบที่สำคัญอย่างแรกจากอุตสาหกรรม 4.0 ต่อสตาร์ทอัพในประเทศไทย คือความสามารถในการใช้เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI), การเรียนรู้ของเครื่อง, และอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT) ซึ่งช่วยให้ธุรกิจสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ลดต้นทุน และพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ตัวอย่างเช่น การใช้การวิเคราะห์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ช่วยให้ธุรกิจสามารถเข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภคได้ดีขึ้น ขณะที่ IoT ช่วยเพิ่มความสามารถในการทำงานของผลิตภัณฑ์โดยการเชื่อมต่อผลิตภัณฑ์กับอินเทอร์เน็ต เทคโนโลยีเหล่านี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานของสตาร์ทอัพเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ธุรกิจสามารถขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว อีกหนึ่งผลกระทบที่สำคัญจากอุตสาหกรรม 4.0 คือการเข้าถึงข้อมูลที่มากขึ้น ธุรกิจสตาร์ทอัพในประเทศไทยสามารถใช้เครื่องมือมากมายในการเก็บรวบรวม วิเคราะห์ และใช้ข้อมูลเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน การใช้ข้อมูลที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลสามารถช่วยให้ธุรกิจตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้น สร้างประสบการณ์ที่ตรงใจลูกค้า และเพิ่มประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยที่เติบโตขึ้น เช่น อีคอมเมิร์ซ ฟินเทค และสื่อดิจิทัล อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงสู่การใช้เทคโนโลยีในอุตสาหกรรม…

Read More

การตอบสนองของบริษัทสื่อและบันเทิงในประเทศไทยต่อความต้องการเนื้อหาดิจิทัลที่เพิ่มขึ้น

ยุคดิจิทัลได้เปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมสื่อและบันเทิงทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ และประเทศไทยก็ไม่แตกต่างไปจากประเทศอื่น ๆ เมื่อความชื่นชอบของผู้บริโภคหันไปสู่แพลตฟอร์มดิจิทัล บริษัทสื่อและบันเทิงในประเทศไทยจึงกำลังปรับตัวเพื่อให้ตอบสนองต่อความต้องการเนื้อหาทางออนไลน์ที่เพิ่มขึ้น ด้วยการแพร่หลายของอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและการเพิ่มขึ้นของการใช้สมาร์ทโฟน การบริโภคเนื้อหาดิจิทัลจึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และบริษัทไทยก็ต้องการที่จะใช้ประโยชน์จากแนวโน้มนี้ให้ได้มากที่สุด หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงนี้คือการพึ่งพาอุปกรณ์พกพา เช่น สมาร์ทโฟนที่เพิ่มมากขึ้นในการบริโภคสื่อ การรับชมโทรทัศน์และการอ่านสื่อสิ่งพิมพ์แบบดั้งเดิมลดลงเนื่องจากผู้คนหันไปใช้บริการสตรีมมิ่ง โซเชียลมีเดีย และช่องทางข่าวดิจิทัล เพื่อตอบสนองความต้องการนี้ บริษัทสื่อไทยจึงลงทุนอย่างมากในการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลของตัวเอง การสร้างพันธมิตรทางกลยุทธ์กับบริการสตรีมมิ่งระดับโลก และมุ่งเน้นการสร้างเนื้อหาตามคำขอที่สามารถดึงดูดผู้ชม บริษัทสื่อชั้นนำในท้องถิ่น เช่น GMM Grammy ซึ่งเคยเป็นผู้นำในวงการบันเทิงในประเทศไทย ได้นำเสนอการบริการสตรีมมิ่งของตัวเอง เช่น GMM TV และ Viu ที่ให้บริการละครไทย รายการวาไรตี้ และเนื้อหาพิเศษแก่ผู้ชม ความสำเร็จของแพลตฟอร์มเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในแนวทางของบริษัทสื่อไทยที่หันไปใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลในฐานะหลัก โดยเข้าใจถึงความจำเป็นในการสร้างสรรค์และนำเสนอเนื้อหาที่ตอบสนองต่อกลุ่มผู้ชมที่เป็นวัยรุ่นและคุ้นเคยกับเทคโนโลยี นอกจากแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งแล้ว โซเชียลมีเดียก็กลายเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับบริษัทสื่อในประเทศไทย แพลตฟอร์มอย่าง Facebook, Instagram และ YouTube ถูกใช้ในการกระจายเนื้อหา การมีส่วนร่วมกับผู้ชม และการโปรโมทการเปิดตัวใหม่ ๆ ด้วยการเติบโตของอินฟลูเอนเซอร์และเซเลบริตี้ดิจิทัลในประเทศไทย บริษัทสื่อก็เริ่มร่วมมือกับผู้สร้างเนื้อหาเหล่านี้ในการเข้าถึงกลุ่มผู้ชมที่กว้างขึ้นและมีการมีส่วนร่วมมากขึ้น อินฟลูเอนเซอร์เหล่านี้มักทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างสื่อดั้งเดิมและแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยให้บริษัทสื่อเชื่อมต่อกับผู้บริโภคที่คุ้นเคยกับการบริโภคเนื้อหาผ่านช่องทางที่ไม่เป็นทางการเหล่านี้ การเติบโตของการบริโภคเนื้อหาดิจิทัลยังส่งผลให้มีความต้องการเนื้อหาจากไทยมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนให้เห็นในความสำเร็จของเว็บซีรีส์ ภาพยนตร์ และเพลงไทยที่ได้รับความนิยมไม่เพียงแค่ในประเทศ แต่ยังขยายไปในระดับสากล แพลตฟอร์มอย่าง…

Read More

การเสริมสร้างห่วงโซ่มูลค่า: เอสเอ็มอีกับการเปลี่ยนแปลงภาคเกษตรกรรมและประมงในประเทศไทย

วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงเกษตรกรและชาวประมงไทยเข้ากับตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ภาคเกษตรกรรมและประมงยังคงเป็นเสาหลักของวิถีชีวิตในชนบทของไทย แต่มูลค่าเพิ่มที่แท้จริงมักเกิดขึ้นหลังการเก็บเกี่ยว ไม่ว่าจะเป็นการแปรรูป บรรจุภัณฑ์ โลจิสติกส์ และการตลาด ซึ่งทั้งหมดนี้คือพื้นที่ที่เอสเอ็มอีเข้าไปดำเนินบทบาทอย่างโดดเด่น ในภาคเกษตรกรรม เอสเอ็มอีดำเนินกิจการโรงสีข้าว โรงงานแปรรูปผลไม้ สถานที่ตากและอบสมุนไพรหรือเครื่องเทศ และบริษัทบรรจุภัณฑ์ โดยการรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรรายย่อยและนำมาแปรรูปให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงขึ้น เช่น ผลไม้กระป๋อง ข้าวบรรจุถุง หรือเครื่องเทศพร้อมปรุง เอสเอ็มอีช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ที่ดีขึ้นและมีเสถียรภาพมากขึ้น ลดการสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยว และยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตรไทยให้สามารถแข่งขันได้ในทั้งตลาดภายในและภายนอกประเทศ ภาคประมงมีลักษณะคล้ายกัน ชุมชนชายฝั่งจำนวนมากพึ่งพาเรือประมงขนาดเล็ก แต่ขาดทรัพยากรสำหรับการแปรรูปหรือทำการตลาดผลผลิตของตนเอง เอสเอ็มอีจึงเข้ามามีบทบาทด้วยการลงทุนในห้องเย็น โรงงานน้ำแข็ง และโรงงานแปรรูปสัตว์น้ำขนาดเล็ก พวกเขาเปลี่ยนปลาสด กุ้ง และหมึกให้กลายเป็นเนื้อปลาแช่แข็ง ผลิตภัณฑ์กระป๋อง หรือสินค้าเพิ่มมูลค่าอย่างเช่นลูกชิ้นปลาและขนมขบเคี้ยวจากกุ้ง ทำให้ยืดอายุการเก็บรักษาและเปิดโอกาสเข้าถึงตลาดที่อยู่ไกล รวมถึงช่องทางการส่งออก เอสเอ็มอียังมีความสำคัญในการทำให้ห่วงโซ่อุปทานสมัยใหม่มีประสิทธิภาพมากขึ้น พวกเขานำมาตรฐานคุณภาพ ระบบตรวจสอบย้อนกลับ และการรับรองพื้นฐานต่าง ๆ เข้ามาใช้ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ซื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น เอสเอ็มอีที่ส่งออกกุ้งแปรรูปอาจกำหนดให้ซัพพลายเออร์ต้องปฏิบัติตามแนวทางด้านสิ่งแวดล้อมและสุขอนามัยบางประการ แรงกดดันเช่นนี้ช่วยยกระดับมาตรฐานของเกษตรกรและชาวประมงในท้องถิ่นทีละขั้น ส่งผลดีต่อความปลอดภัยด้านอาหารและความยั่งยืน อีกหนึ่งบทบาทสำคัญคือการสร้างงาน เอสเอ็มอีในภาคเกษตรกรรมและประมงก่อให้เกิดงานนอกเหนือจากการผลิตขั้นต้น เช่น ช่างเทคนิค คนขับรถ พนักงานเครื่องจักร เจ้าหน้าที่โลจิสติกส์ และเจ้าหน้าที่ควบคุมคุณภาพ…

Read More

การเพิ่มสภาพคล่องในตลาดหุ้นไทย: ผลกระทบต่อนักลงทุน

ตลาดหุ้นไทยได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะในแง่ของสภาพคล่อง สภาพคล่องหมายถึงความสะดวกในการซื้อขายสินทรัพย์โดยไม่ส่งผลกระทบต่อราคาอย่างมีนัยสำคัญ และมีบทบาทสำคัญในการดึงดูดนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ การเพิ่มขึ้นของสภาพคล่องในตลาดหุ้นไทยจึงเป็นโอกาสและความท้าทายสำหรับนักลงทุน ปัจจัยที่ทำให้สภาพคล่องเพิ่มขึ้น หนึ่งในปัจจัยหลักที่ทำให้สภาพคล่องในตลาดไทยเพิ่มขึ้นคือความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในการพัฒนาแพลตฟอร์มการซื้อขายและโครงสร้างพื้นฐาน การเติบโตของนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ออนไลน์ การซื้อขายด้วยอัลกอริธึม และระบบการซื้อขายที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องทำให้การทำธุรกรรมมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ยังมีการปรับปรุงโครงสร้างตลาดอย่างต่อเนื่อง ทำให้การซื้อขายสะดวกและรวดเร็ว ซึ่งดึงดูดนักลงทุนที่ต้องการทำธุรกรรมโดยไม่มีความล่าช้า นอกจากนี้ การลงทุนจากต่างประเทศในประเทศไทยยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากความเสถียรทางเศรษฐกิจของประเทศและการรวมเข้ากับเศรษฐกิจโลก ตำแหน่งทางยุทธศาสตร์ของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทำให้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนระดับนานาชาติที่มองหาโอกาสในการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ การปฏิรูปกฎระเบียบเพื่อปรับปรุงความโปร่งใสและการกำกับดูแลกิจการยังช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับนักลงทุน ผลกระทบต่อความผันผวนของตลาด การเพิ่มขึ้นของสภาพคล่องสามารถมีผลกระทบทั้งในด้านบวกและลบต่อความผันผวนของตลาด ในด้านบวก สภาพคล่องที่มากขึ้นช่วยให้การค้นหาราคาสมบูรณ์เป็นไปได้ง่ายขึ้น ซึ่งหมายความว่ามูลค่าตลาดที่แท้จริงของหุ้นจะสะท้อนอย่างแม่นยำมากขึ้น อย่างไรก็ตาม สภาพคล่องที่สูงขึ้นอาจทำให้เกิดความผันผวนระยะสั้น เนื่องจากนักลงทุนสามารถตอบสนองต่อข่าวสารและเหตุการณ์ภายนอกได้อย่างรวดเร็ว แม้ว่าเพิ่มสภาพคล่องจะช่วยรองรับการทำธุรกรรมจำนวนมาก แต่ก็อาจสนับสนุนการซื้อขายเก็งกำไรที่อาจทำให้ตลาดไม่เสถียร สำหรับนักลงทุน การเข้าใจถึงวิธีที่สภาพคล่องส่งผลกระทบต่อความผันผวนของตลาดเป็นสิ่งสำคัญในการบริหารความเสี่ยง แม้ว่าสภาพคล่องที่มากขึ้นจะช่วยให้การทำธุรกรรมสะดวกขึ้น แต่มันก็หมายความว่าตลาดอาจตอบสนองเกินไปต่อเหตุการณ์ภายนอกที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงราคาอย่างฉับพลัน กลยุทธ์การลงทุนในตลาดที่มีสภาพคล่องมากขึ้น สำหรับนักลงทุน การเพิ่มขึ้นของสภาพคล่องเปิดโอกาสหลายด้านในการเพิ่มผลตอบแทน ผู้ค้าระยะสั้นสามารถใช้ประโยชน์จากความสะดวกในการเข้าและออกจากตำแหน่งต่างๆ ในขณะที่นักลงทุนระยะยาวอาจได้รับประโยชน์จากระบบการกำหนดราคาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นซึ่งสะท้อนถึงมูลค่าที่แท้จริงของบริษัท การเพิ่มขึ้นของสภาพคล่องยังหมายความว่านักลงทุนรายย่อยสามารถเข้าร่วมในธุรกรรมขนาดใหญ่ได้โดยที่ไม่กระทบต่อราคาหุ้น นักลงทุนอาจต้องพิจารณาปรับกลยุทธ์ของตนให้สอดคล้องกับความละเอียดอ่อนของตลาดที่มีสภาพคล่องมากขึ้น ตัวอย่างเช่น พวกเขาสามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสในการซื้อขายความถี่สูง ซึ่งอาจจะทำได้ยากในตลาดที่มีสภาพคล่องน้อยกว่า นอกจากนี้ นักลงทุนระยะยาวอาจมุ่งเน้นไปที่พอร์ตการลงทุนที่มีความหลากหลายเพื่อบรรเทาความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับความผันผวนระยะสั้นของตลาด ผลกระทบจากรัฐบาลและการกำกับดูแล รัฐบาลไทยมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มสภาพคล่องของตลาดหลักทรัพย์ นโยบายต่างๆ ที่ทำให้กฎระเบียบการเงินเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น การปรับปรุงการเข้าถึงตลาด และส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศมีส่วนช่วยให้ตลาดมีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์…

Read More

การเสริมสร้างการบริหารความเสี่ยงด้านเครดิตเพื่อลด NPL ในธนาคารไทย

การบริหารความเสี่ยงด้านเครดิตได้กลายเป็นลำดับความสำคัญเชิงกลยุทธ์หลักของธนาคารในประเทศไทย ขณะที่สถาบันการเงินพยายามลดระดับสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-Performing Loans: NPLs) และรักษาเสถียรภาพทางการเงิน NPL มักถูกนิยามว่าเป็นสินเชื่อที่ค้างชำระเกิน 90 วัน หรือมีแนวโน้มสูงว่าจะไม่สามารถชำระคืนได้ครบถ้วน ซึ่งอาจกัดกร่อนความสามารถในการทำกำไร ทำให้ฐานเงินกองทุนอ่อนแอลง และจำกัดความสามารถในการปล่อยสินเชื่อใหม่ สำหรับธนาคารที่ดำเนินงานในเศรษฐกิจที่เผชิญกับแรงกระแทกจากภายนอก ความผันผวนด้านการส่งออก และภาคธุรกิจ SME ขนาดใหญ่เช่นประเทศไทย การมีแนวทางการบริหารความเสี่ยงด้านเครดิตที่แข็งแกร่งจึงเป็นสิ่งจำเป็น ธนาคารไทยบริหารความเสี่ยงด้านเครดิตตลอดวงจรอายุของสินเชื่อ ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นการปล่อยกู้ สถาบันการเงินได้เข้มงวดมาตรฐานการอนุมัติสินเชื่อมากขึ้น โดยประยุกต์ใช้โมเดลการให้คะแนนเครดิตที่ละเอียดขึ้น และการประเมินความเสี่ยงเฉพาะรายอุตสาหกรรม สำหรับลูกค้ารายย่อย ธนาคารพึ่งพาแบบฟอร์มให้คะแนนภายใน การตรวจสอบรายได้ อัตราส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ และข้อมูลพฤติกรรมจากประวัติธุรกรรมมากขึ้น ส่วนลูกค้าธุรกิจและ SME มีการใช้การวิเคราะห์งบการเงินอย่างละเอียด การประมาณการกระแสเงินสด และการประเมินคุณภาพทีมผู้บริหารเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจปล่อยสินเชื่อ หลักประกันยังคงเป็นเครื่องมือบรรเทาความเสี่ยงสำคัญในประเทศไทย โดยเฉพาะในสินเชื่อ SME และสินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ อย่างไรก็ตาม ธนาคารไม่ได้พึ่งพาเพียงมูลค่าหลักประกันอีกต่อไป แต่ให้ความสำคัญมากขึ้นกับความสามารถในการชำระหนี้และความยืดหยุ่นของธุรกิจของลูกค้า การกำหนดราคาสินเชื่อบนพื้นฐานความเสี่ยง (Risk-based pricing) ยังถูกนำมาใช้เพื่อให้ราคาเงินกู้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงของลูกค้าแต่ละรายหรือแต่ละภาคธุรกิจ ซึ่งสร้างแรงจูงใจให้ลูกค้ารักษาพฤติกรรมเครดิตที่ดี ระบบการติดตามและระบบเตือนภัยล่วงหน้ามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันไม่ให้สินเชื่อไหลเข้าสู่สถานะ NPL ธนาคารไทยใช้เครื่องมือบริหารพอร์ตสินเชื่อที่สามารถแจ้งเตือนสัญญาณความตึงตัวในระยะเริ่มต้น เช่น การใช้วงเงินเกินบัญชีอย่างต่อเนื่อง การค้างชำระ การลดลงของกิจกรรมในบัญชี หรือการเสื่อมลงของอัตราส่วนทางการเงิน…

Read More

ส่งต่องานฝีมือแบบญี่ปุ่นอันยอดเยี่ยมสู่ทั่วโลก! เปลี่ยนประสบการณ์การดื่มเบียร์ด้วยแก้วที่แตกต่าง แบรนด์แก้วสำหรับคราฟต์เบียร์แบรนด์แรกของญี่ปุ่น “Geek Glass Tokyo” กลับมาเปิดตัวอีกครั้ง!

Stay Hungry Co.,Ltd. (สำนักงานใหญ่: เขตชินจูกุ โตเกียว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร: Hayato Onishi) ประกาศเปิดตัวเว็บไซต์ใหม่ของแบรนด์แก้วคราฟต์เบียร์แรกของญี่ปุ่น “Geek Glass Tokyo” พร้อมเผยโฉมสินค้าใหม่ และเริ่มเดินหน้าขยายธุรกิจสู่ตลาดระดับโลก พร้อมรีเฟรชภาพลักษณ์แบรนด์ครั้งใหญ่ แนวคิด “ประสบการณ์การดื่มเบียร์จะเปลี่ยนไป…เพียงแค่เปลี่ยนแก้ว” ถูกถ่ายทอดอย่างสมบูรณ์แบบผ่านงานฝีมือแบบญี่ปุ่น ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของญี่ปุ่น สะท้อนออกมาเป็นความงดงาม ประณีต และโลกทัศน์เฉพาะตัวของแบรนด์ตั้งแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2025 ทางเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ “geekglass” เปิดตัวใหม่อย่างเป็นทางการ พร้อมเริ่มจำหน่ายและรับสั่งทำซีรีส์ “The Nigori Glass”แก้วที่รังสรรค์ด้วยงานฝีมือของช่างทำแก้วญี่ปุ่นทีละใบอย่างพิถีพิถันรูปลักษณ์ที่ละเอียดอ่อนและสัมผัสที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งเกิดจากทักษะของช่างผู้เชี่ยวชาญ ช่วยดึงเสน่ห์ กลิ่น และรสชาติของเบียร์ออกมาได้อย่างสูงสุด มอบประสบการณ์การดื่มที่ลุ่มลึกไม่เหมือนใคร HANDMADE IN TOKYO ― ภูมิใจในฝีมือช่างแก้วญี่ปุ่น ―ภายใต้แนวคิด “ประสบการณ์การดื่มเบียร์จะเปลี่ยนไป…เพียงแค่เปลี่ยนแก้ว” เว็บไซต์ทั้งหมดถูกออกแบบให้สื่อถึงความเรียบหรู มีรสนิยม และความพรีเมียมการสะท้อนของแสงและเส้นโค้งที่งดงามสร้างสรรค์บรรยากาศของช่วงเวลาที่ดื่มคราฟต์เบียร์อย่างเต็มที่และหรูหรา งานฝีมือของช่างแก้วผสานกับความงามเชิงดิจิทัล สร้างโลกทัศน์ที่เพิ่มมิติใหม่ให้กับรสชาติและกลิ่นหอมเฉพาะตัวของคราฟต์เบียร์ Geek Glass Tokyo – The…

Read More
Back To Top