[ข่าวประชาสัมพันธ์] “DISG” แพลตฟอร์มความร่วมมือทางเศรษฐกิจอาเซียน-ญี่ปุ่นยุคหลังโควิด-19 แต่งตั้ง “คุเระมูระ มาซูโอะ” อดีตเลขานุการรัฐมนตรี METI ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานคนใหม่
กันยายน 2568 นายคุเระมูระ มาซูโอะ (Mr. Masuo KUREMURA) อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม (METI) ประเทศญี่ปุ่น ได้เข้ารับตำแหน่งประธาน (Chairman) ของ DISG (Dialogue for Innovative and Sustainable Growth) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการหารือเพื่อผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างอาเซียนและญี่ปุ่นในเชิงกลยุทธ์ ในเดือนเดียวกัน รัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศนโยบายความร่วมมือใหม่กับอาเซียน โดยมุ่งเน้น 4 เสาหลัก ได้แก่ 1) การเสริมสร้างความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทาน 2) การลงทุนด้านดิจิทัลและ AI 3) การสร้างสรรค์นวัตกรรมร่วมกัน และ 4) การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานผ่านโครงการ Asia Zero Emission Community (AZEC) เพื่อตอกย้ำจุดยืน “การสร้างสรรค์ร่วมกัน” (Co-Creation) โดย DISG ซึ่งมีองค์กรทางเศรษฐกิจจากอาเซียน 13 แห่งเข้าร่วม จะเป็นกลไกหลักในการเร่งสร้างและนำโครงการความร่วมมือเหล่านี้ระหว่างภาครัฐและเอกชนไปสู่การปฏิบัติจริง ความเป็นมาของ DISG…
การสำรวจนวัตกรรม Virtual และ Augmented Reality ในสตาร์ทอัพของไทย
ระบบนิเวศสตาร์ทอัพของประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลงอย่างมากเมื่อธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีเริ่มนำเครื่องมือล้ำสมัยมาใช้ในการนิยามประสบการณ์ของผู้บริโภคใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Virtual Reality (VR) และ Augmented Reality (AR) กำลังเป็นเทคโนโลยีหลักที่กำหนดภูมิทัศน์สตาร์ทอัพ ทำให้ธุรกิจสามารถสร้างโซลูชันที่ดื่มด่ำและโต้ตอบได้ในหลายอุตสาหกรรม การนำเทคโนโลยี VR มาใช้ในสตาร์ทอัพไทยเห็นได้ชัดในภาคการท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ และการศึกษา VR ช่วยให้ผู้ใช้สามารถสัมผัสสิ่งแวดล้อมและการจำลองที่ก่อนหน้านี้จำกัดอยู่เพียงการเยี่ยมชมสถานที่จริง ตัวอย่างเช่น สตาร์ทอัพด้านการท่องเที่ยวใช้ VR เพื่อเสนอบริการทัวร์เสมือนของสถานที่สำคัญในประเทศไทย ทำให้ผู้ท่องเที่ยวสามารถสำรวจสถานที่ได้จากบ้านของตนเอง เช่นเดียวกับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่ใช้ VR ในการนำเสนอภาพ 360 องศาของทรัพย์สิน เพิ่มความมีส่วนร่วมและลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเยี่ยมชมสถานที่จริง ในขณะเดียวกัน AR กำลังได้รับความนิยมในภาคค้าปลีก การดูแลสุขภาพ และการตลาด สตาร์ทอัพเริ่มผสมผสาน AR เข้ากับแอปพลิเคชันมือถือเพื่อวางข้อมูลดิจิทัลลงบนโลกจริง ตัวอย่างเช่น ธุรกิจค้าปลีกช่วยให้ลูกค้าลองสวมใส่เสื้อผ้าหรือเครื่องประดับเสมือนก่อนการซื้อ ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มประสบการณ์การช็อปปิ้งเท่านั้น แต่ยังลดการส่งคืนสินค้าและเพิ่มความพึงพอใจของผู้บริโภค สตาร์ทอัพด้านการดูแลสุขภาพกำลังทดลองใช้ AR ในการผ่าตัดและวินิจฉัยทางการแพทย์ มอบเครื่องมือการมองเห็นขั้นสูงให้กับแพทย์เพื่อเพิ่มความแม่นยำและผลลัพธ์ต่อผู้ป่วย ปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้คือโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นของประเทศไทยและนโยบายรัฐบาลที่ส่งเสริมนวัตกรรม นโยบาย Thailand 4.0 ซึ่งมุ่งเปลี่ยนประเทศให้เป็นเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทดลองทางเทคโนโลยี โรงบ่มเพาะและตัวเร่งธุรกิจในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ และเมืองอื่น ๆ…
HTC2026 ปิดฉากอย่างสวยงาม ณ กรุงเทพฯ ร่วมขับเคลื่อนนวัตกรรมการออกแบบโรงแรม รายได้ และระบบนิเวศการท่องเที่ยว
งานประชุม Hospitality Thailand Conference (HTC2026) ณ กรุงเทพฯ ปิดฉากลงอย่างความสำเร็จ พร้อมตอกย้ำสถานะการเป็นงานมหกรรมชั้นนำของอุตสาหกรรมการบริการในภูมิภาค โดยตลอดระยะเวลาสองวัน งานนี้ได้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางอันทรงพลังสำหรับการสร้างเครือข่ายและการแบ่งปันความรู้ ซึ่งรวบรวมผู้เข้าร่วมงานที่ไม่ซ้ำกันทั้งหมด 390 คน, วิทยากรชั้นนำในอุตสาหกรรม 105 ท่าน และผู้สนับสนุน 42 ราย ซึ่งเป็นตัวแทนจากบริษัทชั้นนำระดับโลกกว่า 237 แห่ง กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – งานประชุมการบริการส่วนหน้าแห่งประเทศไทย หรือ Hospitality Thailand Conference (HTC2026) ได้ปิดฉากงานประชุมสุดยอดหลากหลายสาขาที่ทุกคนตั้งตารอคอย ณ กรุงเทพมหานคร ลงอย่างเป็นทางการ พร้อมตอกย้ำสถานะการเป็นศูนย์รวมชั้นนำของอุตสาหกรรมการบริการในภูมิภาค งานนี้มีผู้เข้าร่วมงานที่ไม่ซ้ำกันทั้งหมด 390 คน (รวม 291 คนในวันที่ 1 และ 152 คนในวันที่ 2) โดยทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางอันทรงพลังสำหรับการแบ่งปันความรู้ การสร้างเครือข่าย และการอภิปรายเพื่อกำหนดทิศทางอนาคต ตลอดระยะเวลาสองวันของงาน มีวิทยากรชั้นนำในอุตสาหกรรมกว่า 105 ท่านขึ้นบรรยายบนเวที…
VRITIMES กลับมาอีกครั้งในงาน Hospitality Thailand 2026 ในฐานะหนึ่งในพันธมิตรด้านสื่อ พร้อมสนับสนุนการสื่อสารและการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ในปีนี้ VRITIMES ประเทศไทย กลับมาอีกครั้งในฐานะหนึ่งในพันธมิตรด้านสื่อของงาน Hospitality Thailand 2026 โดยงานดังกล่าวมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13–14 พฤษภาคม 2569 ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ สาทร กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการสนับสนุนอุตสาหกรรมการบริการผ่านโซลูชันด้านสื่อและการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – 19 พฤษภาคม 2026 – VRITIMES ประเทศไทย ดำเนินงานในรูปแบบแพลตฟอร์มเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ที่เชื่อมต่อองค์กรกับสื่อมวลชนและผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อในหลายสาขา ในปีนี้ VRITIMES ประเทศไทย กลับมาอีกครั้งในฐานะหนึ่งในพันธมิตรด้านสื่อของงาน Hospitality Thailand 2026 โดยงานดังกล่าวมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13–14 พฤษภาคม 2569 ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ สาทร กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการสนับสนุนอุตสาหกรรมการบริการผ่านโซลูชันด้านสื่อและการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง ในปีนี้ งาน Hospitality Thailand 2026 ครอบคลุมประเด็นสำคัญที่สอดรับกับแนวโน้มปัจจุบันของอุตสาหกรรมการโรงแรมในประเทศไทยอย่างรอบด้าน โดยเนื้อหาภายในงานครอบคลุมตั้งแต่แนวคิดการออกแบบโรงแรมที่มุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่ยุคดิจิทัล ตลอดจนแนวทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในประเทศไทย…
Harmony Skin Lab Highlights Advanced R&D and Product Safety Standards for Southeast Asian Beauty Brands
Harmony Skin Lab, a Singapore-based OEM/ODM skincare manufacturer, continues to elevate skincare manufacturing standards through advanced research and development capabilities, strict quality assurance processes, and customised product innovation for regional beauty brands. As demand grows for science-backed skincare products across Southeast Asia, Harmony Skin Lab is positioning itself as a trusted partner for brands seeking…
Harmony Skin Lab Expands OEM/ODM Skincare Solutions for Thailand’s Growing Beauty Market
Harmony Skin Lab, a GMP-certified OEM/ODM skincare manufacturer based in Singapore, is strengthening its presence in Southeast Asia with tailored skincare manufacturing solutions designed to support Thailand’s fast-growing beauty and wellness industry. With increasing demand for safe, innovative, and high-performance skincare products across Thailand, Harmony Skin Lab offers end-to-end OEM and ODM services for beauty…
ภูมิทัศน์ยานยนต์ที่มีความเคลื่อนไหวในประเทศไทย: การแข่งขันและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
ประเทศไทยได้รับการยอมรับมานานว่าเป็นศูนย์กลางยานยนต์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้รับฉายาว่า “ดีทรอยต์ของเอเชีย” เนื่องจากบทบาทเชิงกลยุทธ์ในการผลิตและส่งออกยานพาหนะ ประเทศไทยมีบริษัทยานยนต์ทั้งในและต่างประเทศหลายแห่ง ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อเศรษฐกิจและการจ้างงาน หนึ่งในผู้เล่นสำคัญ ได้แก่ Toyota, Honda, Isuzu และ Nissan ซึ่งแต่ละบริษัทแข่งขันเพื่อขยายส่วนแบ่งตลาดและตอบสนองต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นของโซลูชันการเคลื่อนที่ที่เป็นนวัตกรรม ภูมิทัศน์การแข่งขันในอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทยมีความเข้มข้นอย่างมาก ผู้ผลิตจากญี่ปุ่นเป็นผู้นำตลาด ใช้ประโยชน์จากประสบการณ์หลายทศวรรษ เครือข่ายซัพพลายเชนที่แข็งแกร่ง และความภักดีต่อแบรนด์ Toyota รักษาส่วนแบ่งตลาดที่สำคัญเนื่องจากชื่อเสียงด้านความน่าเชื่อถือและสายผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายตั้งแต่รถยนต์ขนาดเล็กจนถึงรถกระบะ Honda และ Nissan ก็ใช้ประโยชน์จากความมีประสิทธิภาพและการบูรณาการเทคโนโลยีเช่นกัน โดยนำเสนอรุ่นที่ปรับให้เหมาะกับผู้บริโภคในท้องถิ่น ขณะเดียวกัน บริษัทในประเทศอย่าง Thai Rung Industry มุ่งเน้นตลาดเฉพาะกลุ่ม สร้างรถที่ตอบโจทย์รสนิยมภูมิภาคและแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวในตลาดที่มีการแข่งขันสูง นวัตกรรมเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญในการประสบความสำเร็จในอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย ประเทศไทยเริ่มให้ความสำคัญกับยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเทคโนโลยีไฮบริดมากขึ้น เพื่อตอบสนองต่อแนวโน้มความยั่งยืนทั่วโลก Toyota, Honda และ MG ได้ลงทุนอย่างมากในโรงงานผลิต EV และศูนย์วิจัย โดยมีเป้าหมายที่จะวางตำแหน่งประเทศไทยเป็นผู้นำภูมิภาคด้านการเคลื่อนที่สีเขียว สิ่งจูงใจจากรัฐบาล เช่น การลดภาษีและการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ EV ยังช่วยสนับสนุนให้ผู้ผลิตพัฒนาเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงนี้กำลังเปลี่ยนแปลงไดนามิกการแข่งขัน เพราะบริษัทที่ไม่ลงทุนในนวัตกรรมเสี่ยงที่จะสูญเสียความสำคัญในตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยยังเน้นการผลิตในประเทศและกลยุทธ์การส่งออก โดยการผลิตรถยนต์ในประเทศช่วยลดต้นทุนและได้รับประโยชน์จากข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศอื่น…
การพัฒนารูปแบบธุรกิจที่ยั่งยืนสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในประเทศไทย
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ความสำคัญของความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจได้รับการยอมรับอย่างมากทั่วโลก สำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในประเทศไทย การนำรูปแบบธุรกิจที่ยั่งยืนมาใช้เป็นสิ่งสำคัญสำหรับความสำเร็จและความยืดหยุ่นในระยะยาว รูปแบบธุรกิจที่ยั่งยืนไม่เพียงแต่เน้นที่ความสามารถในการทำกำไร แต่ยังคำนึงถึงปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมและสังคม เพื่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและระบบนิเวศ เพื่อให้เกิดการเติบโตที่ยั่งยืน ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมจำเป็นต้องนำกลยุทธ์ที่ผสมผสานความยั่งยืนเข้ากับการดำเนินงานหลักของพวกเขา ในขณะที่ยังคงสามารถแข่งขันได้ในตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ขั้นตอนหลักแรกสำหรับ SMEs ในการสร้างรูปแบบธุรกิจที่ยั่งยืนคือการนำการปฏิบัติที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาใช้ในการดำเนินงานประจำวัน ตัวอย่างเช่น ธุรกิจสามารถลดขยะโดยการรีไซเคิล ลดการใช้พลังงาน และใช้วัสดุที่ยั่งยืนในกระบวนการผลิต ธุรกิจยังสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรโดยการนำเทคโนโลยีสีเขียว เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ หรือเครื่องจักรประหยัดพลังงานมาใช้ การใช้แนวทางที่ยั่งยืนจะไม่เพียงแค่ช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน แต่ยังช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ เนื่องจากผู้บริโภคในปัจจุบันมีความใส่ใจในความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น อีกหนึ่งด้านที่สำคัญในการพัฒนารูปแบบธุรกิจที่ยั่งยืนคือการนำแนวปฏิบัติที่มีคุณธรรมมาใช้ในห่วงโซ่อุปทาน SMEs ควรมั่นใจว่าผู้จำหน่ายของพวกเขาปฏิบัติตามแนวปฏิบัติที่ยั่งยืนและมาตรฐานแรงงานที่มีคุณธรรม ซึ่งหมายถึงการเลือกผู้จำหน่ายที่เคารพสิทธิของคนงาน ใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และมีส่วนร่วมในชุมชนท้องถิ่น SMEs ที่มุ่งมั่นในการสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งและมีความรับผิดชอบในห่วงโซ่อุปทานสามารถสร้างข้อได้เปรียบในการแข่งขันโดยการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นต่อความยั่งยืน นอกจากนี้ SMEs ในประเทศไทยควรพิจารณาหลากหลายรูปแบบธุรกิจเพื่อรวมผลิตภัณฑ์และบริการที่ยั่งยืนไว้ในข้อเสนอของพวกเขา โดยการนำเสนอสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ธุรกิจสามารถเข้าถึงตลาดที่กำลังเติบโตสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน ตัวอย่างเช่น SMEs ในอุตสาหกรรมอาหารสามารถสำรวจการเกษตรอินทรีย์หรือผลิตภัณฑ์จากพืชเพื่อรองรับผู้บริโภคที่ใส่ใจในสุขภาพ โดยการทำให้ข้อเสนอของพวกเขาสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคในเรื่องความยั่งยืน SMEs สามารถเสริมสร้างตำแหน่งทางการตลาดของพวกเขา อีกปัจจัยสำคัญในการสร้างรูปแบบธุรกิจที่ยั่งยืนสำหรับ SMEs คือการนำการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลมาใช้ การบูรณาการเทคโนโลยีสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของธุรกิจ ตัวอย่างเช่น การนำแพลตฟอร์มดิจิทัลมาใช้ในการขายและการตลาดสามารถลดการใช้ทรัพยากรทางกายภาพ เช่น แผ่นพับและนามบัตร นอกจากนี้ SMEs…
การเติบโตของ AI และเทคโนโลยีในตลาดการลงทุนหุ้นในประเทศไทย
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ประสบกับการเติบโตที่สำคัญในตลาดหุ้น โดยที่เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มีบทบาทสำคัญในการปรับโฉมสภาพแวดล้อมการลงทุน การพัฒนาเหล่านี้ได้รับการเร่งรัดจากทั้งแนวโน้มระดับโลกและการพัฒนาภายในประเทศ ซึ่งส่งผลให้เครื่องมือการซื้อขายหุ้นที่ใช้ AI ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในหมู่นักลงทุนชาวไทย เครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้นักลงทุนสามารถตัดสินใจได้ดีขึ้น อัตโนมัติในการซื้อขาย และจัดการความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น หนึ่งในแนวโน้มที่โดดเด่นคือการนำ AI มาใช้ในอัลกอริธึมการทำนายแนวโน้มตลาด นักลงทุนชาวไทยจำนวนมากหันมาใช้โมเดลการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลในอดีตและระบุรูปแบบที่มนุษย์อาจมองข้าม ระบบเหล่านี้สามารถประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลได้เร็วกว่ามนุษย์ และให้ข้อมูลเชิงลึกที่ช่วยให้นักลงทุนตัดสินใจได้ดีขึ้น ระบบนิเวศฟินเทคที่เติบโตขึ้นในประเทศไทยช่วยให้มีการพัฒนาแพลตฟอร์มการซื้อขายที่ทันสมัย หลายแพลตฟอร์มเหล่านี้รวมเครื่องมือที่ขับเคลื่อนด้วย AI เช่น โบรกเกอร์อัตโนมัติ (Robo-Advisors) ซึ่งจะบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนโดยอัตโนมัติ ตามความเสี่ยงและเป้าหมายทางการเงินของผู้ใช้ วิธีการนี้ช่วยลดความจำเป็นในการมีส่วนร่วมอย่างมืออาชีพ ทำให้การลงทุนเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้มากขึ้นสำหรับผู้ที่มีความรู้ทางการเงินจำกัด นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ก็ได้ใช้เทคโนโลยีเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพในการซื้อขายและความโปร่งใส โดยได้ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนในบางส่วนเพื่อให้มั่นใจว่าการทำธุรกรรมจะมีความปลอดภัยและโปร่งใส การรวมเทคโนโลยีเหล่านี้เข้ากับ AI ทำให้ SET ก้าวไปสู่การเป็นตลาดที่มีความทันสมัยและน่าเชื่อถือมากขึ้น การนำ AI และเทคโนโลยีมาใช้ในการลงทุนในประเทศไทยไม่เพียงแค่ทำให้การซื้อขายหุ้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ยังดึงดูดคนรุ่นใหม่มากขึ้นด้วย Millennials และ Gen Z ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีและมักชอบใช้โซลูชันอัตโนมัติ จึงมีแนวโน้มว่า ความต้องการในเครื่องมือที่ขับเคลื่อนด้วย AI จะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ และคาดว่าในอนาคตจะมีบริษัทฟินเทคใหม่ๆ…
VRITIMES นำเสนอแพลตฟอร์มสื่อเชิงนวัตกรรมภายในงาน Asia Pacific Rail 2026
VRITIMES ประกาศการเข้าร่วมงาน Asia Pacific Rail 2026 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6–7 พฤษภาคม 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC) กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย กรุงเทพฯ ประเทศไทย 12 พฤษภาคม 2569 – VRITIMES ประเทศไทย ดำเนินงานในรูปแบบแพลตฟอร์มเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ที่เชื่อมต่อองค์กรกับสื่อมวลชนและผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อในหลายสาขา VRITIMES มีความยินดีประกาศการเข้าร่วมงาน Asia Pacific Rail 2026 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6–7 พฤษภาคม 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC) กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย Asia Pacific Rail 2026 ถือเป็นเวทีแสดงสินค้าและนวัตกรรมสำคัญที่รวบรวมผู้ประกอบการชั้นนำจากอุตสาหกรรมระบบราง ทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 5,000 รายจากหลากหลายภาคส่วน ที่เข้าร่วมงานเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ นำเสนอผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมล่าสุด ตลอดจนสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางธุรกิจ ในการนี้ VRITIMES ได้เข้าร่วมงานเพื่อนำเสนอโซลูชันด้านการเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ที่ได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะ เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการ…
