รัฐบาลไทยกำหนดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อธุรกิจเพื่อการเติบโตของบริษัทอย่างไร

เรื่องราวการเติบโตของภาคธุรกิจในประเทศไทยเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับทางเลือกเชิงนโยบายภาครัฐที่กำหนดต้นทุน ความเชื่อมั่น และความสามารถในการแข่งขัน ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา รัฐบาลได้ทำหน้าที่หลายบทบาทพร้อมกัน ได้แก่ ผู้กำกับดูแล ผู้ลงทุน ผู้เร่งปฏิกิริยา และบางครั้งเป็นพันธมิตรโดยตรง การทำความเข้าใจบทบาทเหล่านี้ช่วยอธิบายได้ว่าบริษัทต่างๆ ขยายตัวในภาคการผลิต บริการ และมากขึ้นเรื่อยๆ ในภาคที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีได้อย่างไร เครื่องมือพื้นฐานคือ เสถียรภาพทางมหภาคและเสถียรภาพด้านกฎระเบียบ การบริหารเงินเฟ้ออย่างคาดการณ์ได้ การวางแผนการคลังที่มั่นคง และกฎระเบียบทางธุรกิจที่ชัดเจน ช่วยลดความไม่แน่นอนสำหรับผู้ประกอบการและนักลงทุน เมื่อบริษัทสามารถคาดการณ์ภาระภาษี ระยะเวลาในการขออนุญาต และข้อกำหนดด้านการปฏิบัติตามกฎได้ ก็จะยิ่งเต็มใจทุ่มเงินลงทุนเพื่อการขยายกิจการ การปฏิรูปที่มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพทางการบริหาร—เช่น การทำระบบการจดทะเบียนให้เป็นดิจิทัล การลดงานเอกสาร และการทำให้การอนุญาตต่างๆ คล่องตัวขึ้น—ยังช่วยลดอุปสรรคการเข้าสู่ตลาดสำหรับบริษัทใหม่ และกระตุ้นให้ธุรกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบทางการ แรงขับเคลื่อนสำคัญอีกประการคือ ยุทธศาสตร์อุตสาหกรรม โดยเฉพาะผ่านโครงการเชิงพื้นที่และเชิงสาขาอย่างมีเป้าหมาย ประเทศไทยใช้การวางแผนแบบคลัสเตอร์มาอย่างยาวนาน: สนับสนุนอุตสาหกรรมที่ประเทศมีความแข็งแกร่งอยู่แล้ว (เช่น ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ อาหารแปรรูป และการท่องเที่ยว) และยกระดับผ่านโลจิสติกส์สมัยใหม่ การพัฒนาผู้จัดหาวัตถุดิบ/ชิ้นส่วน และโครงการพัฒนาทักษะ หน่วยงานรัฐสามารถทำแผนที่ห่วงโซ่อุปทาน ระบุจุดคอขวด และประสานการลงทุนที่บริษัทเอกชนรายเดียวไม่สามารถคุ้มทุนได้เอง—อย่างเช่น นิคมอุตสาหกรรมเฉพาะทาง ห้องปฏิบัติการทดสอบ หรือโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ร่วมกัน การส่งเสริมการลงทุนเป็นเสาหลักประการที่สาม ผ่านโครงการสิทธิประโยชน์ต่างๆ รัฐบาลสามารถกำหนดทิศทางว่าเอกชนจะลงทุนที่ใดและอย่างไร ด้วยสิทธิประโยชน์ เช่น…

Read More

การเสริมสร้างพันธมิตรที่แข็งแกร่งระหว่าง SME ในไทยและบริษัทขนาดใหญ่

ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) มีบทบาทสำคัญในเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยเป็นกระดูกสันหลังของจิตวิญญาณทางธุรกิจและมีส่วนสำคัญในการสร้างงาน นวัตกรรม และความหลากหลายทางเศรษฐกิจ ขณะที่บริษัทขนาดใหญ่มีทรัพยากรทางการเงิน เทคโนโลยีที่ล้ำหน้า และการเข้าถึงตลาดในระดับโลก การร่วมมือระหว่างทั้งสองฝ่ายจึงสามารถสร้างโอกาสในการเติบโตและประโยชน์ร่วมกันได้ หนึ่งในวิธีหลักที่บริษัทขนาดใหญ่และ SME สามารถทำงานร่วมกันได้คือการส่งเสริมการถ่ายทอดความรู้ ธุรกิจขนาดย่อมในไทยหลายแห่งอาจมีข้อจำกัดในการเข้าถึงเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยหรือวิธีการดำเนินธุรกิจที่ทันสมัยเนื่องจากข้อจำกัดทางการเงิน การทำพันธมิตรช่วยให้บริษัทขนาดใหญ่สามารถให้การฝึกอบรม เครื่องมือทางเทคโนโลยี และความเชี่ยวชาญที่ SME ต้องการเพื่อเติบโตและรักษาความสามารถในการแข่งขัน ตัวอย่างเช่น บริษัทข้ามชาติสามารถร่วมมือกับผู้ผลิตในท้องถิ่นเพื่อช่วยให้พวกเขานำระบบอัตโนมัติมาใช้ ปรับปรุงกระบวนการผลิต หรือเพิ่มคุณภาพของผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ บริษัทขนาดใหญ่สามารถให้ SME เข้าถึงเครือข่ายการกระจายสินค้าที่กว้างขวางมากขึ้น บ่อยครั้งที่ธุรกิจขนาดย่อมประสบปัญหาในการเข้าถึงตลาดและโลจิสติกส์โดยเฉพาะเมื่อพวกเขาต้องการขยายไปยังตลาดต่างประเทศ การร่วมมือกับบริษัทขนาดใหญ่สามารถช่วยให้ SME เข้าถึงเครือข่ายระดับโลก ซึ่งให้โอกาสทางธุรกิจที่กว้างขึ้นและฐานลูกค้าระดับนานาชาติ ในทางกลับกัน SME จะนำเสนอข้อมูลเชิงลึกในท้องถิ่นและความรู้เกี่ยวกับตลาดเฉพาะกลุ่มให้กับพันธมิตรเหล่านี้ นี่เป็นสิ่งที่มีคุณค่าสำหรับบริษัทขนาดใหญ่ที่ต้องการเข้าสู่ตลาดไทยหรือขยายการดำเนินงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ SME ในไทยมักมีความเข้าใจในพฤติกรรมผู้บริโภคในท้องถิ่น ความชอบ และแนวโน้มทางวัฒนธรรม ซึ่งสามารถช่วยให้บริษัทขนาดใหญ่ปรับแต่งผลิตภัณฑ์หรือบริการของตนให้เหมาะสมกับตลาดท้องถิ่นได้ การสร้างพันธมิตรที่ประสบความสำเร็จจำเป็นต้องมีวิสัยทัศน์ร่วมและการสื่อสารที่ชัดเจน ทั้งสองฝ่ายต้องสอดคล้องในเป้าหมายและความคาดหวังของความร่วมมือ เพื่อให้แน่ใจว่าทั้งสองฝ่ายได้รับผลประโยชน์อย่างเท่าเทียมและความสัมพันธ์นี้จะยั่งยืนในระยะยาว นอกจากนี้ พันธมิตรเหล่านี้ยังสามารถมีผลกระทบทางสังคมที่ดี เมื่อบริษัทขนาดใหญ่ลงทุนใน SME พวกเขายังช่วยให้ชุมชนท้องถิ่นเติบโตโดยการส่งเสริมการสร้างงานและการดำเนินการที่ยั่งยืน การสนับสนุน SME ช่วยสร้างเศรษฐกิจที่ครอบคลุมมากขึ้นและช่วยลดความเหลื่อมล้ำ โดยการเปิดโอกาสให้ธุรกิจขนาดเล็กเข้าถึงทรัพยากรและเครือข่ายที่พวกเขาต้องการในการเติบโต

Read More

ภาพรวมของหุ้นบริษัทพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติในประเทศไทย

ภาคพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติของประเทศไทยมีการพัฒนาอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และกลายเป็นหนึ่งในภาคที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุน ประเทศไทยมีทรัพยากรธรรมชาติอันหลากหลาย เช่น ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน และแร่ธาตุต่างๆ และยังมีการมุ่งเน้นที่การใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างเช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นักลงทุนที่สนใจในอุตสาหกรรมพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติสามารถพบหุ้นหลากหลายตัวเลือกที่น่าสนใจ ซึ่งแต่ละตัวเลือกมีโอกาสที่แตกต่างกันไปตามความต้องการพลังงานของประเทศไทยและการมุ่งมั่นของประเทศในด้านความยั่งยืน รัฐบาลไทยได้ส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศในด้านพลังงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้เกิดการเติบโตในบริษัทพลังงานชั้นนำหลายแห่ง บริษัทหลักๆ ที่โดดเด่น ได้แก่ PTT Public Company Limited และ PTTEP ซึ่งเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมก๊าซธรรมชาติและปิโตรเลียม PTT ซึ่งเป็นบริษัทพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยดำเนินการในทุกด้านของพลังงาน ตั้งแต่การสำรวจจนถึงการกระจายสินค้า ส่วน PTTEP ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ PTT ทำหน้าที่สำคัญในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติทั้งในประเทศและต่างประเทศ นอกจากนี้ประเทศไทยยังลงทุนในพลังงานหมุนเวียนเพื่อรองรับความต้องการพลังงานในอนาคต บริษัทต่างๆ เช่น B.Grimm Power และ Gulf Energy Development กำลังเป็นผู้นำในการขยายโครงสร้างพื้นฐานพลังงานหมุนเวียนของประเทศ เช่น B.Grimm Power ซึ่งดำเนินการโรงไฟฟ้าหลายแห่งที่รวมถึงพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานชีวมวล Gulf Energy Development ก็เป็นอีกบริษัทที่มีการลงทุนในโครงการพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ทั่วประเทศ ภาคพลังงานของประเทศไทยยังได้รับอิทธิพลจากแนวโน้มโลก เช่น ความต้องการที่เพิ่มขึ้นสำหรับการใช้พลังงานที่สะอาดกว่า ซึ่งทำให้หุ้นในบริษัทพลังงานหมุนเวียนเริ่มได้รับความสนใจจากนักลงทุนที่ต้องการสนับสนุนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลก การลงทุนในภาคพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติในประเทศไทยสร้างโอกาสที่ดี แต่ก็มีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำมัน…

Read More

อิทธิพลของการท่องเที่ยวที่มีต่อความต้องการเครดิตผู้บริโภคในประเทศไทย

อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีบทบาทสำคัญในเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยมีการสนับสนุนอย่างมากต่อ GDP ของประเทศและสร้างงานหลายล้านตำแหน่งในหลากหลายภาคส่วน ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากภาคการท่องเที่ยวที่เติบโตอย่างต่อเนื่องคืออิทธิพลที่มีต่อความต้องการเครดิตผู้บริโภค เมื่อการท่องเที่ยวเติบโตอย่างรวดเร็วในประเทศไทย มันสร้างวงจรของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่กระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายมากขึ้นและเพิ่มความต้องการเครดิต การท่องเที่ยวมีผลโดยตรงต่อกำลังซื้อของทั้งคนท้องถิ่นและธุรกิจ เมื่อจำนวนการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ธุรกิจต่าง ๆ โดยเฉพาะในภาคการบริการและค้าปลีก จะได้รับรายได้เพิ่มขึ้น รายได้ที่เพิ่มขึ้นนี้จะกลายเป็นค่าจ้างที่สูงขึ้นและเพิ่มรายได้ที่ใช้จ่ายสำหรับพนักงานที่ทำงานในอุตสาหกรรมเหล่านี้ ดังนั้น หลายคนที่พึ่งพาการท่องเที่ยวในการหาเลี้ยงชีพจึงมีแนวโน้มที่จะหันมาใช้เครดิตเพื่อให้ครอบคลุมความต้องการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจรวมถึงการใช้เครดิตสำหรับการเดินทาง สินค้าผู้บริโภค หรือแม้กระทั่งการปรับปรุงที่อยู่อาศัย นอกจากนี้ สถาบันการเงินในประเทศไทยได้สังเกตเห็นการเพิ่มขึ้นในการใช้บัตรเครดิต สินเชื่อผ่อนชำระ และสินเชื่อส่วนบุคคล ด้วยรายได้ที่เพิ่มขึ้น บุคคลต่างๆ จึงมีแนวโน้มที่จะทำการซื้อที่มีมูลค่ามากขึ้นหรือใช้จ่ายในบริการ ซึ่งกระตุ้นให้พวกเขาใช้เครดิตบ่อยขึ้น ความต้องการเครดิตที่เพิ่มขึ้นนี้ยังเกี่ยวข้องกับการที่นักท่องเที่ยวใช้การชำระเงินแบบเครดิตในระหว่างการเดินทางมายังประเทศด้วย ผลที่ตามมา ธนาคารและสถาบันการเงินต่าง ๆ จึงมีความยืดหยุ่นมากขึ้นในการให้บริการเครดิต ทำให้สามารถเข้าถึงสินเชื่อและบัตรเครดิตได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการท่องเที่ยวจะส่งผลบวกต่อการเติบโตของเครดิตผู้บริโภคในระยะสั้น แต่ก็มีความเสี่ยงในระยะยาว การพึ่งพาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในการขับเคลื่อนการใช้จ่ายของผู้บริโภคอาจทำให้เกิดความเปราะบาง ความตกต่ำทางเศรษฐกิจหรือความผันผวนในรูปแบบการท่องเที่ยวโลก เช่นที่เกิดขึ้นในช่วงการระบาดของโรค COVID-19 อาจส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวที่มาเยือนประเทศไทยลดลง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อรายได้ของธุรกิจและบุคคลที่พึ่งพาภาคการท่องเที่ยว ทำให้ยากต่อการชำระหนี้และเพิ่มความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ ด้วยเหตุนี้ สถาบันการเงินจึงต้องระมัดระวังในการจัดการเครดิตผู้บริโภค แม้ว่าความต้องการเครดิตที่ขับเคลื่อนด้วยการท่องเที่ยวจะเป็นตัวขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่สำคัญ แต่ก็ต้องมีการควบคุมอย่างรอบคอบเพื่อป้องกันการก่อหนี้ที่มากเกินไปและการขยายตัวของเครดิตอย่างไม่ระมัดระวัง

Read More

ภูมิทัศน์สตาร์ทอัพ AI ในประเทศไทย: จุดที่โอกาสใหญ่ที่สุดมาบรรจบกับแรงเสียดทานที่ยากที่สุด

ประเทศไทยกำลังวางตำแหน่งตัวเองให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาค และความทะเยอทะยานนั้นสร้างพื้นดินที่อุดมสมบูรณ์สำหรับสตาร์ทอัพด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) โอกาสไม่ได้มีแค่การสร้างโมเดลล้ำสมัยเท่านั้น แต่คือการแก้ปัญหาจริงในภาคการผลิต เกษตรกรรม สาธารณสุข การเงิน การท่องเที่ยว และบริการภาครัฐ—ซึ่งเป็นภาคส่วนที่ครองสัดส่วนหลักของ GDP และการจ้างงานของไทย สำหรับผู้ก่อตั้ง AI แรงส่งที่แข็งที่สุดมาจากการผสานกันระหว่างโครงสร้างเศรษฐกิจ วาระการยกระดับความทันสมัยที่ขับเคลื่อนโดยรัฐ และฐานขององค์กรที่มีความพร้อมด้านเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นซึ่งกำลังมองหาประสิทธิภาพและความยืดหยุ่น โอกาสสำคัญประการหนึ่งอยู่ที่ฐานอุตสาหกรรมของไทย ประเทศมีห่วงโซ่อุปทานยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่ พร้อมโรงงานจำนวนมากที่เริ่มใช้ระบบอัตโนมัติ การบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ และการตรวจสอบคุณภาพ สตาร์ทอัพ AI สามารถขายระบบคอมพิวเตอร์วิทัศน์ (computer vision) ที่ตรวจจับข้อบกพร่อง เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และลดเวลาหยุดเครื่องได้ ต่างจากแอปผู้บริโภค AI สำหรับอุตสาหกรรมสามารถสร้างผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ที่วัดได้รวดเร็ว ซึ่งช่วยทำให้การจัดซื้อมีเหตุผลรองรับได้แม้องค์กรจะระมัดระวัง อีกพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงคือโลจิสติกส์: บทบาทของไทยในฐานะจุดเชื่อมต่อของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แผ่นดินใหญ่ทำให้การปรับเส้นทาง การทำงานอัตโนมัติในคลังสินค้า การพยากรณ์อุปสงค์ และความชาญฉลาดในการส่งมอบช่วงท้าย (last-mile) มีคุณค่าสูง โอกาสลำดับถัดไปคือปริมาณข้อมูลการดำเนินงานแบบ “ไม่มีโครงสร้าง” ที่มหาศาลซึ่งยังไม่ได้ถูกใช้ประโยชน์ องค์กรไทยมักมีบันทึกการซ่อมบำรุง ข้อความจากคอลเซ็นเตอร์ รูปภาพ ใบแจ้งหนี้ และสตรีมข้อมูลจากเซนเซอร์สะสมมาหลายปี สตาร์ทอัพที่มีเครื่องมือเพื่อทำความสะอาด ติดป้ายกำกับ (label) และทำให้ข้อมูลใช้งานได้จริง—จับคู่กับการนำโมเดลไปใช้งานและการมอนิเตอร์—สามารถกลายเป็นพาร์ตเนอร์ระยะยาวมากกว่าผู้ขายที่ทำงานครั้งเดียว…

Read More

บริษัทโลจิสติกส์ของไทยในระบบการค้าที่เป็นสากล

ประเทศไทยตั้งอยู่ใจกลางของห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค และบริษัทโลจิสติกส์ในไทยจำเป็นต้องพัฒนาอย่างรวดเร็วเมื่อการค้าโลกมีความเร็วสูงขึ้น ซับซ้อนขึ้น และขับเคลื่อนด้วยข้อกำกับด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบมากขึ้น ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ผู้ให้บริการจำนวนมากมุ่งเน้นการขนส่งทางรถบรรทุกภายในประเทศและงานตัวแทนขนส่งที่ท่าเรือ แต่ในปัจจุบัน ภาคส่วนที่เพิ่มขึ้นของอุตสาหกรรมได้ดำเนินงานในฐานะพันธมิตร 3PL/4PL แบบบูรณาการ ที่ประสานการขนส่ง การจัดเก็บสินค้า กระบวนการศุลกากร และการมองเห็นแบบครบวงจรสำหรับผู้ผลิต ผู้ส่งออก และผู้ขายอีคอมเมิร์ซที่ให้บริการตลาดต่างประเทศ แรงผลักดันสำคัญประการหนึ่งคือบทบาทของไทยในฐานะฐานการผลิตและการกระจายสินค้าสำหรับยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ อาหาร และสินค้าอุปโภคบริโภค อุตสาหกรรมเหล่านี้ต้องพึ่งพาการเข้าถึงท่าเรือ สนามบิน และด่านพรมแดนทางบกอย่างเชื่อถือได้ ดังนั้นผู้ให้บริการโลจิสติกส์จึงลงทุนในการเสริมความสามารถด้านมัลติโหมดให้แข็งแกร่งขึ้น—ผสานถนน ทะเล และอากาศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทั้งความเร็วและต้นทุน บริษัทที่ทำงานรอบจุดเชื่อมต่อสำคัญอย่างท่าเรือแหลมฉบัง และเครือข่ายขนส่งสินค้าทางอากาศของกรุงเทพฯ มักสร้างชุดบริการที่เชื่อมโยงวัตถุดิบนำเข้า การรับส่งแบบมิลค์รันของโรงงาน และเส้นทางส่งออกขาออกภายใต้แผนการดำเนินงานเดียวกัน โลกาภิวัตน์ยังเปลี่ยนความคาดหวังของลูกค้า ผู้ซื้อจากต่างประเทศและผู้ผลิตข้ามชาติมักต้องการเวลานำส่งที่คาดการณ์ได้ การจัดการตามมาตรฐาน และการควบคุมคุณภาพที่มีเอกสารรองรับ เพื่อตอบสนองข้อกำหนดเหล่านั้น บริษัทโลจิสติกส์ไทยจึงหันมาใช้กรอบกระบวนการมากขึ้น (มาตรฐานการปฏิบัติงานหรือ SOP, บันทึกการตรวจสอบย้อนหลัง, บันทึกอุณหภูมิสำหรับโซ่ความเย็น, ข้อกำหนดด้านบรรจุภัณฑ์) และแสวงหาการรับรองที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นในงานข้ามพรมแดน ความเป็นมืออาชีพนี้ช่วยเมื่อให้บริการสินค้าที่มีการกำกับดูแล เช่น อาหาร เวชภัณฑ์ หรือชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องการการติดตามย้อนกลับอย่างรอบคอบ ศุลกากรและการปฏิบัติตามกฎการค้าได้กลายเป็นอีกด้านหนึ่งของการปรับตัว ในการค้าระหว่างประเทศ ความล่าช้าที่ด่านมักมีต้นทุนสูงกว่าค่าขนส่งเอง ผู้ให้บริการในไทยจำนวนมากจึงวางตำแหน่งงานนายหน้าศุลกากรเป็นความสามารถหลักมากกว่าบริการเสริม พวกเขาพัฒนาทีมที่เข้าใจการจัดพิกัดภาษี การกำหนดมูลค่า และเอกสาร—ใบกำกับสินค้า…

Read More

หัวข้อ : ฝาจีบฯ พลิกโฉมองค์กรสำเร็จทรานส์ฟอร์มธุรกิจสู่ดิจิทัลเต็มรูปแบบ ด้วย RISE with SAP

บริษัท ฝาจีบ จำกัด (มหาชน) หรือ Crown Seal PCL ผู้นำในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ผู้ผลิตและจำหน่าย ฝาจีบ ฝาเกลียวกันปลอม ฝาแม็กซี่ ฝาพลาสติก และฝาคอมโพสิต สำหรับปิดผนึกขวดบรรจุเครื่องดื่มหลากหลายประเภท ประกาศความสำเร็จในการ Go-Live ระบบ RISE with SAP S/4HANA Cloud อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นเป้าหมายสำคัญขององค์กรในการขับเคลื่อนสู่การเป็นองค์กรดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ โดยได้รับความร่วมมือจากบริษัท เน็กซัส ซิสเท็ม รีซอร์สเซส จำกัด (NEXUS) ในฐานะ SAP Gold Partner ผู้เชี่ยวชาญด้านการให้คำปรึกษาและวางระบบ SAP ซึ่งได้ดำเนินการอัปเกรดระบบและบริหารจัดการโครงการสำคัญครั้งนี้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ บริษัท ฝาจีบ จำกัด (มหาชน) หรือ Crown Seal PCL ผู้นำในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ผู้ผลิตและจำหน่าย ฝาจีบ ฝาเกลียวกันปลอม ฝาแม็กซี่ ฝาพลาสติก และฝาคอมโพสิต สำหรับปิดผนึกขวดบรรจุเครื่องดื่มหลากหลายประเภท ประกาศความสำเร็จในการ Go-Live…

Read More

ขณะนี้ในญี่ปุ่น โรงแรมที่ “พักได้พร้อมกันทั้งครอบครัว” กำลังเพิ่มขึ้น — โรงแรม “Minn” ที่ได้รับเลือกจากนักท่องเที่ยวครอบครัว เปิดให้บริการครบ 40 แห่งแล้ว —

ในญี่ปุ่น การหาโรงแรมที่สามารถพักร่วมกันได้ทั้งครอบครัวหรือกลุ่มเพื่อนยังไม่ใช่เรื่องง่าย ท่ามกลางกระแสนี้ แบรนด์ที่พัก “Minn (มินน์)” ภายใต้แนวคิด “Stay Together” กำลังได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวมากขึ้นเรื่อย ๆ บริษัท SQUEEZE Co., Ltd. ผู้ดำเนินงาน Minn ได้เปิดให้บริการที่พัก Minn แห่งที่ 40 ภายในประเทศญี่ปุ่นเป็นที่เรียบร้อย ที่พักแห่งล่าสุด “Minn Kawaramachi Gojo Riverside” ตั้งอยู่ริมแม่น้ำคาโมะ เมืองเกียวโต สามารถรองรับผู้เข้าพักได้สูงสุด 7 คน พร้อมครัวและเครื่องซักผ้า แนวคิด “ทุกคนพักด้วยกันได้” ของ Minn กำลังขยายไปยังจุดหมายปลายทางต่าง ๆ ทั่วญี่ปุ่น และในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวชาวไทยก็เริ่มเลือกพักที่ Minn มากขึ้นในฐานะตัวเลือกใหม่ของการเดินทางญี่ปุ่น การหาโรงแรมที่รองรับครอบครัวใหญ่หรือกลุ่มเพื่อนในญี่ปุ่น ไม่ใช่เรื่องง่าย บ่อยครั้งที่ต้องแลกมาด้วยการแยกห้องนอน หรือพื้นที่ที่อึดอัด ขอแนะนำ “Minn (มินน์)” แบรนด์ที่พักดาวรุ่งที่กำลังมาแรง ที่ฉีกกฎเดิมๆ ด้วยคอนเซปต์ “Stay…

Read More

SQUEEZE ฉลองความสำเร็จเปิดตัวโรงแรม “Minn” แห่งที่ 40 ในญี่ปุ่น พร้อมเปิดรับพาร์ทเนอร์ร่วมขยายธุรกิจที่พัก

บริษัท SQUEEZE เป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีและการบริหารธุรกิจที่พักจากประเทศญี่ปุ่น และเป็นผู้ดำเนินงานแบรนด์ที่พัก “Minn” ล่าสุด SQUEEZE ได้เปิดให้บริการที่พัก Minn แห่งที่ 40 ภายในประเทศญี่ปุ่น Minn ดำเนินงานในเขตเมืองและแหล่งท่องเที่ยวหลักทั่วญี่ปุ่น โดยมีจุดแข็งด้าน โมเดลการดำเนินงานที่สามารถทำซ้ำและขยายได้ ซึ่งผ่านการพิสูจน์จากการบริหารที่พักกว่า 40 แห่ง รวมถึงการใช้ AI และเทคโนโลยี ในระบบการดำเนินงานของตนเอง ท่ามกลางการฟื้นตัวและการเติบโตของตลาดอินบาวด์ญี่ปุ่น SQUEEZE ได้เริ่มเปิดรับ Supply Partner ที่สามารถร่วมมือในด้านการลงทุน การพัฒนา และการดำเนินธุรกิจที่พัก ที่พักแห่งที่ 40 ซึ่งเป็นกรณีตัวอย่างล่าสุด ตั้งอยู่ริมแม่น้ำคาโมะ เมืองเกียวโต ในทำเลที่มีคุณค่าทางการท่องเที่ยวสูง และออกแบบมาเพื่อรองรับความต้องการของกลุ่มครอบครัวและกลุ่มเพื่อน จากผลงานและประสบการณ์ในตลาดญี่ปุ่น SQUEEZE มีแผนที่จะใช้ญี่ปุ่นเป็นจุดเริ่มต้น และมองไปสู่การขยายความร่วมมือในอนาคต รวมถึงตลาดเอเชียอย่างประเทศไทย ผ่านการทำงานร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจ แบรนด์ที่พัก ‘Minn’ ภายใต้การบริหารของ SQUEEZE Co., Ltd. ประสบความสำเร็จอีกขั้นด้วยการเปิดให้บริการสาขาที่ 40 ในประเทศญี่ปุ่นเป็นที่เรียบร้อย ก้าวสำคัญนี้ไม่ใช่เพียงแค่การเพิ่มจำนวนสาขา แต่เป็นบทพิสูจน์ถึงศักยภาพของ…

Read More

ซูเปอร์สตาร์แห่งวงการวอลเลย์บอลไทยกลับมารวมตัวกันอีกครั้งที่ KARIYA QUEENSEIS KARIYA เตรียมจัดงาน “วันเชียร์นักกีฬาไทย (ครั้งที่ 3)” ในวันเสาร์ที่ 17 มกราคม 2026 ~การดวลที่น่าจับตามองระหว่าง นุสรา ปะทะ หัตถยาบนเวที SV.LEAGUE~

QUEENSEIS KARIYA (ทีมเจ้าบ้าน : Kariya-shi, Aichi) จะจัดกิจกรรม “เชื่อมสัมพันธ์ไทยกับญี่ปุ่น วันเชียร์นักกีฬาไทย (ครั้งที่ 3)” ในการแข่งขันวอลเลย์บอล SV.LEAGUE อย่างเป็นทางการ พบกับทีม SAGA HISAMITSU SPRINGS ซึ่งจะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 17 มกราคม 2026 ณ WING ARENA KARIYA กิจกรรมดังกล่าวเป็นงานแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศที่จัดขึ้นโดยมีนักวอลเลย์บอลไทยซึ่งกำลังสร้างผลงานโดดเด่นในลีกวอลเลย์บอลระดับสูงสุดของญี่ปุ่น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเชื่อมโยงชุมชนชาวไทยในญี่ปุ่น และผู้ที่มีความเกี่ยวข้องกับประเทศไทย ตลอดจนแฟนวอลเลย์บอลจากประเทศไทยที่เดินทางมาเยือนญี่ปุ่น งานนี้ได้ดำเนินการจัดงานอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ฤดูกาล 2024–2025 และในปีนี้นับเป็นการจัดขึ้น เป็นครั้งที่ 3 ■ ที่มาของการจัดงาน ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การแข่งขันวอลเลย์บอล SV.LEAGUE ของญี่ปุ่น มีนักกีฬาระดับทีมชาติไทยเข้าร่วมแข่งขันและสร้างผลงานอย่างโดดเด่นเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ความสนใจในระดับนานาชาติที่มีต่อวงการวอลเลย์บอลเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกปีQUEENSEIS KARIYA จึงได้ริเริ่มและดำเนินโครงการนี้อย่างต่อเนื่อง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้กีฬาเป็นสื่อกลางในการเชื่อมโยงชุมชนท้องถิ่นกับต่างประเทศ รวมถึงเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทยกิจกรรมครั้งนี้มุ่งเน้นการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ที่ไม่สามารถเข้าถึงได้ง่ายด้วยการประชาสัมพันธ์ในรูปแบบทั่วไป พร้อมทั้งสร้างประสบการณ์ใหม่ในการเข้าชมการแข่งขันกีฬา และส่งเสริมการอยู่ร่วมกันของสังคมหลากหลายวัฒนธรรมผ่านการรับชมวอลเลย์บอลร่วมกัน ■ ไฮไลต์ที่น่าจับตา จุดเด่นสูงสุดของการแข่งขันนัดนี้ คือการดวลกันโดยตรงระหว่าง NOOTSARA TOMKOM#13…

Read More
Back To Top