ตลาดหุ้นกู้ภาคเอกชนของไทยเข้าสู่ปี 2569 ด้วยภาพการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง หลังจากธนาคารแห่งประเทศไทยปรับสมดุลนโยบายการเงินเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมของบริษัทเอกชนลดลง และกระตุ้นให้ทั้งผู้ออกหุ้นกู้และนักลงทุนเข้ามาทำธุรกรรมในตลาดตราสารหนี้มากขึ้น
ทิศทางดอกเบี้ยขาลงกับแรงหนุนตลาดหุ้นกู้
การผ่อนคลายนโยบายการเงินทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลซึ่งเป็นอัตราอ้างอิงหลักของตลาดตราสารหนี้ปรับตัวลดลง ราคาตราสารหนี้ที่ออกก่อนหน้าจึงปรับตัวสูงขึ้น นักลงทุนที่ต้องการล็อกผลตอบแทนก่อนดอกเบี้ยลดลงอีกจึงหันเข้าหาหุ้นกู้เอกชนที่ยังให้ส่วนต่างผลตอบแทนเหนือพันธบัตรรัฐบาล
ผลของนโยบายการเงินต่อผลตอบแทน
แม้อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะลดลง แต่ส่วนต่างผลตอบแทนของหุ้นกู้เอกชนระดับ Investment Grade ยังอยู่ที่ประมาณ 80–150 basis points ขึ้นอยู่กับอายุและอันดับความน่าเชื่อถือของผู้ออก นักลงทุนจึงยังมองว่าตราสารหนี้ภาคเอกชนให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับความเสี่ยง
มูลค่าตลาดและกลุ่มอุตสาหกรรมเด่น
ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ระบุว่า ณ ต้นปี 2569 มูลค่าคงค้างหุ้นกู้ภาคเอกชนไทยอยู่ที่ประมาณ 4.6 ล้านล้านบาท ขยายตัวราว 3.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยได้แรงหนุนจากความต้องการระดมทุนของภาคธุรกิจและการออกหุ้นกู้ชุดใหม่เพื่อชำระหนี้เดิม ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.thaibma.or.th
ใครคือผู้ออกหุ้นกู้รายใหญ่
กลุ่มอุตสาหกรรมที่ออกหุ้นกู้มากที่สุดคือกลุ่มพลังงาน โดยมีสัดส่วนประมาณ 1 ใน 4 ของมูลค่าคงค้างทั้งหมด ตามด้วยกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มธนาคารและไฟแนนซ์ และกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม เนื่องจากธุรกิจเหล่านี้มีความต้องการเงินทุนหมุนเวียนและเงินลงทุนระยะยาวสูง
ทำไมนักลงทุนรายย่อยสนใจหุ้นกู้มากขึ้น
หุ้นกู้ไทยได้รับความนิยมจากรายย่อยเพราะให้กระแสเงินสดที่สม่ำเสมอผ่านการจ่ายดอกเบี้ยทุก 3 หรือ 6 เดือน และราคามีความผันผวนต่ำกว่าหุ้น อีกทั้งปัจจุบันสามารถซื้อขายได้สะดวกผ่านแอปพลิเคชันธนาคารและแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยเงินลงทุนขั้นต่ำในตลาดแรกอยู่ที่ 100,000 บาท
ช่องทางซื้อและขั้นต่ำ
นักลงทุนรายย่อยสามารถจองซื้อหุ้นกู้ออกใหม่ผ่านธนาคารพาณิชย์ บริษัทหลักทรัพย์ หรือวอลเล็ตตราสารหนี้ดิจิทัล ส่วนการซื้อในตลาดรองต้องเปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ได้รับอนุญาต ความสะดวกที่เพิ่มขึ้นนี้ช่วยลดข้อจำกัดในการเข้าถึงการลงทุนตราสารหนี้ได้อย่างมีนัยสำคัญ
จุดสังเกตก่อนเข้าลงทุน
แม้ตลาดจะเติบโตดี แต่ความเสี่ยงด้านเครดิตยังเป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ นักลงทุนควรตรวจสอบอันดับความน่าเชื่อถือของผู้ออก งบการเงินย้อนหลังอย่างน้อย 3 ปี อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน และความสามารถในการชำระดอกเบี้ย โดยเฉพาะหุ้นกู้ที่ให้ผลตอบแทนสูงผิดปกติมักมีความเสี่ยงแฝง
ผลตอบแทนกับความเสี่ยงต้องสมดุล
การกระจายการลงทุนในหลายกลุ่มอุตสาหกรรมและหลายอายุคงเหลือช่วยลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัว นักลงทุนระยะยาวที่รับความเสี่ยงได้ปานกลางควรจัดสัดส่วนหุ้นกู้ในพอร์ตราว 20–40 เปอร์เซ็นต์ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างโอกาสรับผลตอบแทนและการรักษาเงินต้น
