ภาคทรัพยากรธรรมชาติของประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการพัฒนาระดับชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านการทำเหมือง การผลิตพลังงาน และวัตถุดิบอุตสาหกรรม บริษัทที่ดำเนินงานในสาขานี้มักเชื่อมโยงทั้งรัฐวิสาหกิจและบริษัทเอกชน ซึ่งทำงานภายใต้กรอบกฎระเบียบที่เข้มงวดซึ่งกำหนดโดยรัฐบาลไทย กรอบเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม และความรับผิดชอบต่อสังคม
กิจกรรมการทำเหมืองในประเทศไทย โดยเฉพาะแร่ดีบุก ทังสเตน ยิปซัม และลิกไนต์ มีส่วนช่วยต่อการขยายตัวของอุตสาหกรรมมาอย่างยาวนาน บริษัทที่เกี่ยวข้องในภาคนี้ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านใบอนุญาต การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และนโยบายการฟื้นฟูพื้นที่หลังการทำเหมือง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลให้การดำเนินงานไม่สร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศมากเกินไป
บริษัทด้านพลังงาน โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับก๊าซธรรมชาติและปิโตรเลียมในอ่าวไทย ก็เป็นอีกส่วนสำคัญของภาคนี้ บริษัทเหล่านี้มักดำเนินงานผ่านการร่วมทุนระหว่างบริษัทต่างประเทศและรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานของไทย การดำเนินงานของพวกเขามีส่วนสำคัญต่อรายได้ของรัฐผ่านค่าภาคหลวง ภาษี และค่าธรรมเนียมสัมปทาน
นอกเหนือจากการสกัดทรัพยากร โครงสร้างการกำกับดูแลยังเน้นการจัดการอย่างยั่งยืน บริษัทต่าง ๆ ต้องนำระบบจัดการสิ่งแวดล้อมมาใช้ ลดการปล่อยคาร์บอน และมีส่วนร่วมกับชุมชนท้องถิ่นมากขึ้น สิ่งนี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายของประเทศไทยที่มุ่งให้การใช้ทรัพยากรสอดคล้องกับการอนุรักษ์ระยะยาว
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นเห็นได้จากการสร้างงาน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการลงทุนในภูมิภาค พื้นที่ใกล้เหมืองหรือแหล่งขุดเจาะมักได้รับถนน โรงเรียน และสถานพยาบาลที่ดีขึ้นจากโครงการ CSR อย่างไรก็ตาม ยังมีความท้าทาย เช่น ข้อพิพาทด้านที่ดินและความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม
