ในปี 2569 ภาพรวมของ SME ไทยที่คิดเป็น 99.5% ของผู้ประกอบการทั้งประเทศ กำลังเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อนกว่าที่เคยเป็นมา แม้จะสร้างการจ้างงานกว่า 13.4 ล้านคน หรือ 68.8% ของการจ้างงานภาคเอกชนทั้งหมด แต่กลับสร้างมูลค่า GDP เพียง 34.8% เท่านั้น ช่องว่างตรงนี้สะท้อนปัญหาด้านผลิตภาพและโครงสร้างที่ต้องเร่งแก้ไข แต่ก่อนจะไปถึงการยกระดับผลิตภาพ สิ่งแรกที่ SME ต้องทำคือ “อยู่ให้รอด” และหัวใจของการอยู่รอดคือกระแสเงินสดที่เพียงพอ
เมื่อยอดขายโตแต่เงินสดติดลบ: กับดักเงียบที่คร่าชีวิตธุรกิจ
หลายคนอาจคิดว่าธุรกิจที่มีกำไรย่อมปลอดภัย แต่ในความเป็นจริง SME จำนวนไม่น้อยต้องปิดกิจการ不是因为ขาดทุน หากแต่เป็นเพราะ “เงินสดไม่พอหมุน” สถานการณ์นี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งในธุรกิจที่มียอดขายเติบโตเร็ว แต่มีรอบการเก็บเงินที่ยาวนาน ขณะที่ต้องจ่ายวัตถุดิบ ค่าแรง และค่าใช้จ่ายประจำก่อนที่ลูกค้าจะชำระเงิน
ข้อมูลจากผลสำรวจ SME Insight 2026 ของธนาคารทหารไทยธนชาต (ttb) พบว่า SME ไทยมีรายได้ลดลงเฉลี่ย 4-5% และลูกค้าสายการค้ามีแนวโน้มชำระเงินล่าช้ามากขึ้นอย่างชัดเจน ปัญหานี้ทับซ้อนกับต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น ทั้งค่าพลังงาน ค่าขนส่ง และวัตถุดิบ รวมถึงการแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาถูก ส่งผลให้สัดส่วนหนี้เสีย (NPL) ของ SME พุ่งสูงถึง 9.16% เมื่อเทียบกับ 2.85% ของระบบธนาคารพาณิชย์โดยรวม และยอดสินเชื่อ SME หดตัวติดต่อกัน 15 ไตรมาส
5 กลยุทธ์บริหารเงินสดที่ SME ต้องทำตั้งแต่ตอนนี้
1. แยกบัญชีรับ-จ่ายให้ชัดเจน การมีบัญชีแยกสำหรับเงินทุนหมุนเวียนและเงินสำรองฉุกเฉินช่วยให้เจ้าของธุรกิจมองเห็นสถานะการเงินที่แท้จริง ไม่สับสนระหว่างกำไรทางบัญชีกับเงินสดที่ใช้ได้จริง
2. ทำ Stress Test จำลองสถานการณ์เลวร้าย ธนาคารยูโอบีแนะนำให้ SME จำลองสถานการณ์หากยอดขายลดลง 20-25% เพื่อเตรียมแผนรับมือล่วงหน้า วิธีนี้ช่วยให้เห็นจุดเปราะบางของธุรกิจก่อนที่ปัญหาจะเกิดขึ้นจริง
3. เจรจาเงื่อนไขเครดิตกับคู่ค้าอย่างชาญฉลาด การรู้รอบเงินของตัวเองอย่างแม่นยำจะช่วยให้เจรจาเงื่อนไขการชำระเงินที่เหมาะสมกับซัพพลายเออร์และลูกค้าได้ ไม่ปล่อยให้เงินจมอยู่ในลูกหนี้การค้านานเกินจำเป็น
4. ใช้เครื่องมือดิจิทัลติดตามกระแสเงินสดแบบเรียลไทม์ ปัจจุบันมีแอปพลิเคชันและแพลตฟอร์มบริหารการเงินสำหรับ SME ที่ช่วยให้เห็นเงินเข้า-ออกแบบทันที ลดความเสี่ยงจากการตัดสินใจบนพื้นฐานของความรู้สึก
5. ใช้ประโยชน์จากมาตรการรัฐ รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ออกมาตรการช่วยเหลือสภาพคล่องอย่างต่อเนื่อง ทั้งสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 1% วงเงิน 1,200 ล้านบาท และการปรับกฎเครดิตเทอมให้ผู้ค้ารายใหญ่ต้องชำระภายใน 45 วันสำหรับธุรกิจการค้า การผลิต และบริการ
กฎเครดิตเทอมใหม่: จุดเปลี่ยนสำคัญที่ SME ต้องรู้
ตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (TCCT) ได้กำหนดมาตรฐานเครดิตเทอมใหม่ โดยผู้ซื้อที่มีรายได้เกิน 500 ล้านบาทต่อปี จะต้องชำระเงินให้ SME ภายใน 45 วันสำหรับธุรกิจการค้า การผลิต และบริการ และ 30 วันสำหรับสินค้าเกษตร หากฝ่าฝืนจะต้องโทษปรับทางปกครองสูงสุดถึง 10% ของรายได้ มาตรการนี้คาดว่าจะช่วยปลดล็อกเงินสดที่ติดค้างในระบบมูลค่าสูงถึง 1-2 แสนล้านบาทต่อปี
อย่างไรก็ตาม การพึ่งพามาตรการรัฐเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ SME ต้องเสริมสร้างวินัยทางการเงินของตัวเองไปพร้อมกัน เพราะความยืดหยุ่นที่แท้จริงไม่ได้มาจากการรอความช่วยเหลือ แต่มาจากการเตรียมพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนที่กลายเป็น “ความปกติใหม่” ของการทำธุรกิจ
