การเพิ่มสภาพคล่องในตลาดหุ้นไทย: ผลกระทบต่อนักลงทุน

ตลาดหุ้นไทยได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะในแง่ของสภาพคล่อง สภาพคล่องหมายถึงความสะดวกในการซื้อขายสินทรัพย์โดยไม่ส่งผลกระทบต่อราคาอย่างมีนัยสำคัญ และมีบทบาทสำคัญในการดึงดูดนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ การเพิ่มขึ้นของสภาพคล่องในตลาดหุ้นไทยจึงเป็นโอกาสและความท้าทายสำหรับนักลงทุน ปัจจัยที่ทำให้สภาพคล่องเพิ่มขึ้น หนึ่งในปัจจัยหลักที่ทำให้สภาพคล่องในตลาดไทยเพิ่มขึ้นคือความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในการพัฒนาแพลตฟอร์มการซื้อขายและโครงสร้างพื้นฐาน การเติบโตของนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ออนไลน์ การซื้อขายด้วยอัลกอริธึม และระบบการซื้อขายที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องทำให้การทำธุรกรรมมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ยังมีการปรับปรุงโครงสร้างตลาดอย่างต่อเนื่อง ทำให้การซื้อขายสะดวกและรวดเร็ว ซึ่งดึงดูดนักลงทุนที่ต้องการทำธุรกรรมโดยไม่มีความล่าช้า นอกจากนี้ การลงทุนจากต่างประเทศในประเทศไทยยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากความเสถียรทางเศรษฐกิจของประเทศและการรวมเข้ากับเศรษฐกิจโลก ตำแหน่งทางยุทธศาสตร์ของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทำให้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนระดับนานาชาติที่มองหาโอกาสในการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ การปฏิรูปกฎระเบียบเพื่อปรับปรุงความโปร่งใสและการกำกับดูแลกิจการยังช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับนักลงทุน ผลกระทบต่อความผันผวนของตลาด การเพิ่มขึ้นของสภาพคล่องสามารถมีผลกระทบทั้งในด้านบวกและลบต่อความผันผวนของตลาด ในด้านบวก สภาพคล่องที่มากขึ้นช่วยให้การค้นหาราคาสมบูรณ์เป็นไปได้ง่ายขึ้น ซึ่งหมายความว่ามูลค่าตลาดที่แท้จริงของหุ้นจะสะท้อนอย่างแม่นยำมากขึ้น อย่างไรก็ตาม สภาพคล่องที่สูงขึ้นอาจทำให้เกิดความผันผวนระยะสั้น เนื่องจากนักลงทุนสามารถตอบสนองต่อข่าวสารและเหตุการณ์ภายนอกได้อย่างรวดเร็ว แม้ว่าเพิ่มสภาพคล่องจะช่วยรองรับการทำธุรกรรมจำนวนมาก แต่ก็อาจสนับสนุนการซื้อขายเก็งกำไรที่อาจทำให้ตลาดไม่เสถียร สำหรับนักลงทุน การเข้าใจถึงวิธีที่สภาพคล่องส่งผลกระทบต่อความผันผวนของตลาดเป็นสิ่งสำคัญในการบริหารความเสี่ยง แม้ว่าสภาพคล่องที่มากขึ้นจะช่วยให้การทำธุรกรรมสะดวกขึ้น แต่มันก็หมายความว่าตลาดอาจตอบสนองเกินไปต่อเหตุการณ์ภายนอกที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงราคาอย่างฉับพลัน กลยุทธ์การลงทุนในตลาดที่มีสภาพคล่องมากขึ้น สำหรับนักลงทุน การเพิ่มขึ้นของสภาพคล่องเปิดโอกาสหลายด้านในการเพิ่มผลตอบแทน ผู้ค้าระยะสั้นสามารถใช้ประโยชน์จากความสะดวกในการเข้าและออกจากตำแหน่งต่างๆ ในขณะที่นักลงทุนระยะยาวอาจได้รับประโยชน์จากระบบการกำหนดราคาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นซึ่งสะท้อนถึงมูลค่าที่แท้จริงของบริษัท การเพิ่มขึ้นของสภาพคล่องยังหมายความว่านักลงทุนรายย่อยสามารถเข้าร่วมในธุรกรรมขนาดใหญ่ได้โดยที่ไม่กระทบต่อราคาหุ้น นักลงทุนอาจต้องพิจารณาปรับกลยุทธ์ของตนให้สอดคล้องกับความละเอียดอ่อนของตลาดที่มีสภาพคล่องมากขึ้น ตัวอย่างเช่น พวกเขาสามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสในการซื้อขายความถี่สูง ซึ่งอาจจะทำได้ยากในตลาดที่มีสภาพคล่องน้อยกว่า นอกจากนี้ นักลงทุนระยะยาวอาจมุ่งเน้นไปที่พอร์ตการลงทุนที่มีความหลากหลายเพื่อบรรเทาความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับความผันผวนระยะสั้นของตลาด ผลกระทบจากรัฐบาลและการกำกับดูแล รัฐบาลไทยมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มสภาพคล่องของตลาดหลักทรัพย์ นโยบายต่างๆ ที่ทำให้กฎระเบียบการเงินเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น การปรับปรุงการเข้าถึงตลาด และส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศมีส่วนช่วยให้ตลาดมีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์…

Read More

การเสริมสร้างการบริหารความเสี่ยงด้านเครดิตเพื่อลด NPL ในธนาคารไทย

การบริหารความเสี่ยงด้านเครดิตได้กลายเป็นลำดับความสำคัญเชิงกลยุทธ์หลักของธนาคารในประเทศไทย ขณะที่สถาบันการเงินพยายามลดระดับสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-Performing Loans: NPLs) และรักษาเสถียรภาพทางการเงิน NPL มักถูกนิยามว่าเป็นสินเชื่อที่ค้างชำระเกิน 90 วัน หรือมีแนวโน้มสูงว่าจะไม่สามารถชำระคืนได้ครบถ้วน ซึ่งอาจกัดกร่อนความสามารถในการทำกำไร ทำให้ฐานเงินกองทุนอ่อนแอลง และจำกัดความสามารถในการปล่อยสินเชื่อใหม่ สำหรับธนาคารที่ดำเนินงานในเศรษฐกิจที่เผชิญกับแรงกระแทกจากภายนอก ความผันผวนด้านการส่งออก และภาคธุรกิจ SME ขนาดใหญ่เช่นประเทศไทย การมีแนวทางการบริหารความเสี่ยงด้านเครดิตที่แข็งแกร่งจึงเป็นสิ่งจำเป็น ธนาคารไทยบริหารความเสี่ยงด้านเครดิตตลอดวงจรอายุของสินเชื่อ ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นการปล่อยกู้ สถาบันการเงินได้เข้มงวดมาตรฐานการอนุมัติสินเชื่อมากขึ้น โดยประยุกต์ใช้โมเดลการให้คะแนนเครดิตที่ละเอียดขึ้น และการประเมินความเสี่ยงเฉพาะรายอุตสาหกรรม สำหรับลูกค้ารายย่อย ธนาคารพึ่งพาแบบฟอร์มให้คะแนนภายใน การตรวจสอบรายได้ อัตราส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ และข้อมูลพฤติกรรมจากประวัติธุรกรรมมากขึ้น ส่วนลูกค้าธุรกิจและ SME มีการใช้การวิเคราะห์งบการเงินอย่างละเอียด การประมาณการกระแสเงินสด และการประเมินคุณภาพทีมผู้บริหารเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจปล่อยสินเชื่อ หลักประกันยังคงเป็นเครื่องมือบรรเทาความเสี่ยงสำคัญในประเทศไทย โดยเฉพาะในสินเชื่อ SME และสินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ อย่างไรก็ตาม ธนาคารไม่ได้พึ่งพาเพียงมูลค่าหลักประกันอีกต่อไป แต่ให้ความสำคัญมากขึ้นกับความสามารถในการชำระหนี้และความยืดหยุ่นของธุรกิจของลูกค้า การกำหนดราคาสินเชื่อบนพื้นฐานความเสี่ยง (Risk-based pricing) ยังถูกนำมาใช้เพื่อให้ราคาเงินกู้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงของลูกค้าแต่ละรายหรือแต่ละภาคธุรกิจ ซึ่งสร้างแรงจูงใจให้ลูกค้ารักษาพฤติกรรมเครดิตที่ดี ระบบการติดตามและระบบเตือนภัยล่วงหน้ามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันไม่ให้สินเชื่อไหลเข้าสู่สถานะ NPL ธนาคารไทยใช้เครื่องมือบริหารพอร์ตสินเชื่อที่สามารถแจ้งเตือนสัญญาณความตึงตัวในระยะเริ่มต้น เช่น การใช้วงเงินเกินบัญชีอย่างต่อเนื่อง การค้างชำระ การลดลงของกิจกรรมในบัญชี หรือการเสื่อมลงของอัตราส่วนทางการเงิน…

Read More

ส่งต่องานฝีมือแบบญี่ปุ่นอันยอดเยี่ยมสู่ทั่วโลก! เปลี่ยนประสบการณ์การดื่มเบียร์ด้วยแก้วที่แตกต่าง แบรนด์แก้วสำหรับคราฟต์เบียร์แบรนด์แรกของญี่ปุ่น “Geek Glass Tokyo” กลับมาเปิดตัวอีกครั้ง!

Stay Hungry Co.,Ltd. (สำนักงานใหญ่: เขตชินจูกุ โตเกียว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร: Hayato Onishi) ประกาศเปิดตัวเว็บไซต์ใหม่ของแบรนด์แก้วคราฟต์เบียร์แรกของญี่ปุ่น “Geek Glass Tokyo” พร้อมเผยโฉมสินค้าใหม่ และเริ่มเดินหน้าขยายธุรกิจสู่ตลาดระดับโลก พร้อมรีเฟรชภาพลักษณ์แบรนด์ครั้งใหญ่ แนวคิด “ประสบการณ์การดื่มเบียร์จะเปลี่ยนไป…เพียงแค่เปลี่ยนแก้ว” ถูกถ่ายทอดอย่างสมบูรณ์แบบผ่านงานฝีมือแบบญี่ปุ่น ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของญี่ปุ่น สะท้อนออกมาเป็นความงดงาม ประณีต และโลกทัศน์เฉพาะตัวของแบรนด์ตั้งแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2025 ทางเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ “geekglass” เปิดตัวใหม่อย่างเป็นทางการ พร้อมเริ่มจำหน่ายและรับสั่งทำซีรีส์ “The Nigori Glass”แก้วที่รังสรรค์ด้วยงานฝีมือของช่างทำแก้วญี่ปุ่นทีละใบอย่างพิถีพิถันรูปลักษณ์ที่ละเอียดอ่อนและสัมผัสที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งเกิดจากทักษะของช่างผู้เชี่ยวชาญ ช่วยดึงเสน่ห์ กลิ่น และรสชาติของเบียร์ออกมาได้อย่างสูงสุด มอบประสบการณ์การดื่มที่ลุ่มลึกไม่เหมือนใคร HANDMADE IN TOKYO ― ภูมิใจในฝีมือช่างแก้วญี่ปุ่น ―ภายใต้แนวคิด “ประสบการณ์การดื่มเบียร์จะเปลี่ยนไป…เพียงแค่เปลี่ยนแก้ว” เว็บไซต์ทั้งหมดถูกออกแบบให้สื่อถึงความเรียบหรู มีรสนิยม และความพรีเมียมการสะท้อนของแสงและเส้นโค้งที่งดงามสร้างสรรค์บรรยากาศของช่วงเวลาที่ดื่มคราฟต์เบียร์อย่างเต็มที่และหรูหรา งานฝีมือของช่างแก้วผสานกับความงามเชิงดิจิทัล สร้างโลกทัศน์ที่เพิ่มมิติใหม่ให้กับรสชาติและกลิ่นหอมเฉพาะตัวของคราฟต์เบียร์ Geek Glass Tokyo – The…

Read More

พลวัตนวัตกรรมรูปแบบใหม่: สตาร์ทอัพเทคโนโลยีไทยและการจับมือกับบริษัทยักษ์ใหญ่

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ค่อย ๆ สร้างระบบนิเวศสตาร์ทอัพเทคโนโลยีที่มีชีวิตชีวา เพิ่มขึ้นจากชนชั้นกลางที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่แข็งแรง และการใช้งานสมาร์ตโฟนอย่างแพร่หลาย ภายในระบบนิเวศนี้ มีแนวโน้มที่โดดเด่นเกิดขึ้น คือการร่วมมืออย่างลึกซึ้งระหว่างสตาร์ทอัพเทคโนโลยีที่คล่องตัวกับบริษัทขนาดใหญ่ที่มั่นคงแทนที่จะเป็นคู่แข่งกัน ทั้งสองฝ่ายกำลังเรียนรู้ที่จะสร้างคุณค่าร่วมกัน โดยผสานความคล่องตัวของบริษัทเกิดใหม่เข้ากับขนาดและทรัพยากรของผู้เล่นรายใหญ่ในอุตสาหกรรม สำหรับสตาร์ทอัพ การเป็นพันธมิตรกับบริษัทยักษ์ใหญ่เปิดโอกาสให้เข้าถึงทรัพย์สินที่แทบเป็นไปไม่ได้หากต้องสร้างด้วยตัวเอง สิ่งเหล่านี้รวมถึงฐานลูกค้าทั่วประเทศ เครือข่ายการจัดจำหน่ายที่กว้างขวาง ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ และความเชี่ยวชาญด้านกฎระเบียบในภาคส่วนที่ซับซ้อน เช่น การเงิน โทรคมนาคม และสุขภาพ ตัวอย่างเช่น ฟินเทคขนาดเล็กในกรุงเทพฯ สามารถใช้ใบอนุญาตและความน่าเชื่อถือของธนาคารในการเปิดให้บริการสินเชื่อดิจิทัลได้เร็วกว่า หากต้องเดินหน้าผ่านกระบวนการกำกับดูแลด้วยตัวเอง ซึ่งช่วยลดเวลาเข้าสู่ตลาดและเพิ่มโอกาสในการอยู่รอดในสนามแข่งขันที่ดุเดือด ในมุมมองของบริษัทขนาดใหญ่ การร่วมมือถือเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการฉีดนวัตกรรมเข้าไปในองค์กรที่เคลื่อนตัวช้า หลายกลุ่มคองโกลเมอเรตไทยเผชิญแรงกดดันให้เปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและปรับปรุงระบบเดิม แต่ความพยายามสร้างนวัตกรรมภายในมักถูกขัดขวางด้วยระบบราชการและโครงสร้างที่แข็งตัว การทำงานร่วมกับสตาร์ทอัพทำให้บริษัทเหล่านี้สามารถทดลองโมเดลธุรกิจใหม่ ทดลองใช้เทคโนโลยีเกิดใหม่อย่าง AI หรือบล็อกเชน และตอบสนองต่อพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างยืดหยุ่นมากขึ้น กองทุนร่วมลงทุนขององค์กร แล็บนวัตกรรม และโปรแกรมเร่งการเติบโตจึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการมีส่วนร่วมกับบริษัทระยะเริ่มต้น มีหลายโมเดลความร่วมมือที่กำลังกำหนดรูปแบบการปฏิสัมพันธ์ระหว่างสตาร์ทอัพไทยกับบริษัทยักษ์ใหญ่ รูปแบบหนึ่งที่พบได้บ่อยคือโครงการทดลอง (pilot project) ที่โซลูชันของสตาร์ทอัพถูกทดสอบในหน่วยธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งในช่วงเวลาจำกัด หากการทดลองประสบความสำเร็จ ก็อาจนำไปสู่สัญญาเชิงพาณิชย์ระยะยาวหรือการลงทุนในหุ้นอีกรูปแบบหนึ่งคือการพัฒนาร่วมกัน ที่ทีมจากทั้งสองฝ่ายร่วมกันออกแบบผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับลูกค้าของบริษัทขนาดใหญ่ ตัวอย่างเห็นได้ในด้านโลจิสติกส์อีคอมเมิร์ซ ซึ่งสตาร์ทอัพให้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเส้นทางจัดส่ง ในขณะที่บริษัทยักษ์ใหญ่มีความเชี่ยวชาญเชิงปฏิบัติการและขีดความสามารถด้านยานพาหนะ ยังมีฮับนวัตกรรมและโคเวิร์กกิ้งสเปซที่ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทรายใหญ่ ซึ่งช่วยสร้างความใกล้ชิดทั้งทางกายภาพและทางสังคมระหว่างผู้ประกอบการกับทีมองค์กร แฮ็กกาธอน โปรแกรมแข่งขันและแพลตฟอร์ม Open…

Read More

การเข้าใจความต้องการของตลาดและนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของประเทศไทย

อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยได้รับการขับเคลื่อนจากการบริโภคในประเทศและความต้องการจากตลาดต่างประเทศ ความหลากหลายทางวัฒนธรรมและมรดกทางอาหารของประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในการกำหนดความคาดหวังของผู้บริโภคในประเทศ กลุ่มชนชั้นกลางที่กำลังเติบโตและการขยายตัวของเมืองได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในพฤติกรรมการบริโภค ซึ่งสร้างโอกาสใหม่ๆ สำหรับธุรกิจในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม บทความนี้จะสำรวจปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความต้องการของตลาดและเน้นการนำนวัตกรรมผลิตภัณฑ์มาใช้ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนี้ พลศาสตร์ความต้องการในตลาดของประเทศไทย ตลาดอาหารและเครื่องดื่มในประเทศไทยกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยมีการผสมผสานระหว่างรสชาติแบบดั้งเดิมและความชอบที่ทันสมัย ผู้บริโภคในปัจจุบันมีความใส่ใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น และมองหาผลิตภัณฑ์ที่มีประโยชน์ทางโภชนาการ ลดปริมาณน้ำตาล และใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติ ความต้องการสินค้าจากพืชและออร์แกนิกกำลังเติบโต ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มด้านสุขภาพทั่วโลก กลุ่มผู้บริโภคที่มีอายุน้อยและอาศัยอยู่ในเมืองซึ่งมีความสนใจในเรื่องความเป็นอยู่ที่ดีนี้ยังคำนึงถึงความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีแนวโน้มการรับประทานอาหารอย่างมีสติทำให้แบรนด์ต่างๆ ต้องสร้างนวัตกรรมด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ เช่น ขนมขบเคี้ยวที่มีแคลอรี่ต่ำ เครื่องดื่มที่ไม่มีน้ำตาล และผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากกลูเตน อีกปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนความต้องการในตลาดอาหารและเครื่องดื่มของประเทศไทยคือความนิยมที่เพิ่มขึ้นของอาหารพร้อมรับประทานและอาหารที่สะดวกในการบริโภค ผู้บริโภคในสังคมที่เร่งรีบต้องการผลิตภัณฑ์ที่สามารถเตรียมหรือรับประทานได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งนำไปสู่การเติบโตของตลาดอาหารพร้อมรับประทาน โดยบริษัทต่างๆ ได้ปรับกลยุทธ์การผลิตให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ขาดเวลาแต่ยังคงคำนึงถึงรสชาติและคุณค่าทางโภชนาการ นอกจากสุขภาพและความสะดวกแล้ว ผู้บริโภคไทยยังคงมีความชื่นชอบในรสชาติที่สะท้อนถึงความหลากหลายทางอาหารของประเทศ รสชาติไทยเช่น รสเผ็ด หวาน เปรี้ยว และเค็มยังคงครอบงำภูมิทัศน์อาหารและเครื่องดื่มในประเทศ ซึ่งส่งผลให้ทั้งผู้ผลิตอาหารท้องถิ่นและต่างประเทศต้องปรับกลยุทธ์เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมที่แท้จริงจากไทย เช่น ตะไคร้ ใบมะกรูด พริก และน้ำปลา เพื่อตอบสนองความคาดหวังของผู้บริโภคที่ต้องการความแท้จริงของวัฒนธรรมไทย นวัตกรรมในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ นวัตกรรมมีบทบาทสำคัญในการตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว บริษัทอาหารและเครื่องดื่มต่างๆ กำลังมองหาวิธีการที่จะสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งในตลาดที่มีการแข่งขันสูง หนึ่งในนวัตกรรมที่สำคัญในช่วงไม่กี่ปีมานี้คือการนำรสชาติไทยมาผสมผสานกับแนวโน้มอาหารโลก เช่น การนำเครื่องเทศและสมุนไพรไทยไปใช้ในผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ตั้งแต่ขนมขบเคี้ยวไปจนถึงเครื่องดื่ม โดยมุ่งตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภคที่ต้องการรสชาติที่แปลกใหม่และกล้าหาญ นอกจากนี้ การเติบโตของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และแพลตฟอร์มดิจิทัลยังได้ปฏิวัติวิธีการตลาดและการจัดจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มในประเทศไทย การช้อปปิ้งออนไลน์และบริการจัดส่งอาหาร เช่น…

Read More

SMEs ไทย: การรักษาคุณภาพและความยั่งยืนในการผลิต

วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งเรียกว่า UKM ในอินโดนีเซีย ถือเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจไทย ตั้งแต่การแปรรูปอาหารและสิ่งทอไปจนถึงงานหัตถกรรมและการผลิตเบา กิจการเหล่านี้สร้างงาน สนับสนุนชุมชนท้องถิ่น และทำหน้าที่เป็นซัพพลายเออร์หลักในห่วงโซ่มูลค่าระดับภูมิภาคและระดับโลก เมื่อการแข่งขันรุนแรงมากขึ้น การรักษาคุณภาพสินค้าในขณะที่ปรับตัวไปสู่การผลิตอย่างยั่งยืนจึงกลายเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของ SMEs ไทย คุณภาพเริ่มต้นจากมาตรฐานการผลิตที่สม่ำเสมอ SMEs ไทยจำนวนมากค่อย ๆ นำระบบการจัดการคุณภาพอย่างเป็นทางการมาใช้ เช่น กรอบมาตรฐานที่อิงกับ ISO แนวปฏิบัติที่ดีในการผลิต (GMP) และมาตรฐานเฉพาะด้านอื่น ๆ ระบบเหล่านี้ช่วยให้เจ้าของกิจการก้าวจากการตัดสินใจแบบไม่เป็นทางการโดยอาศัยประสบการณ์ ไปสู่กระบวนการที่มีโครงสร้าง มีเอกสารประกอบ รายการตรวจสอบ และการติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ ผลที่ตามมาคือสามารถตรวจพบข้อบกพร่องได้เร็วขึ้น งานแก้ไขซ้ำลดลง และความเชื่อมั่นของลูกค้าเพิ่มขึ้น ทักษะของพนักงานเป็นอีกเสาหลักของคุณภาพ ในธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมาก พนักงานต้องทำหลายหน้าที่ ทั้งจัดหาวัตถุดิบ ผลิต บรรจุภัณฑ์ และแม้แต่ขายสินค้า สิ่งนี้สร้างความเสี่ยงต่อความไม่สม่ำเสมอของผลผลิตเมื่อการฝึกอบรมไม่เพียงพอ เพื่อตอบโจทย์นี้ SMEs บางแห่งลงทุนในโปรแกรมฝึกอบรมเชิงปฏิบัติ มาตรฐานขั้นตอนการปฏิบัติงาน และสื่อภาพง่าย ๆ ใกล้จุดทำงาน แนวทางนี้ช่วยให้แม้แต่พนักงานใหม่ก็สามารถทำตามขั้นตอนเดียวกันได้อย่างรวดเร็ว รักษาสุขอนามัย และใช้งานเครื่องจักรได้อย่างถูกต้อง ความยั่งยืนในการผลิตกำลังมีความสำคัญไม่แพ้กัน ลูกค้า โดยเฉพาะในตลาดส่งออก…

Read More

Cybersec Asia x Thailand International Cyber ​​Week 2026 (สนับสนุนโดย NCSA): เชื่อมโยงผู้นำ นวัตกรรม และโอกาสด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ระดับโลก

กรุงเทพฯ ประเทศไทย (26 พฤศจิกายน 2568) – เปิดลงทะเบียนเข้าชมงานแล้ว สำหรับงาน Cybersec Asia x Thailand International Cyber ​​Week 2026 (สนับสนุนโดย NCSA) โดยงานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4-5 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้องเพลนารี ฮอลล์, ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์, กรุงเทพฯ เพื่อรวบรวมชุมชนผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ นักนวัตกรรม และผู้ให้บริการโซลูชันที่กำลังเติบโต และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากทั่วโลก ผู้เข้าร่วมงานจะมีโอกาสในการสำรวจเทคโนโลยี อัปเดทเทรนด์ และกลยุทธ์ล่าสุดที่จะกำหนดอนาคตของความมั่นคงปลอดภัยทางด้านไซเบอร์ ภายในงานปีนี้มีผู้แสดงสินค้า 140 รายจาก 15 ประเทศ แบ่งเป็นสัดส่วนจากต่างประเทศ 40% และในประเทศ 60% บนพื้นที่จัดแสดง 1,800 ตารางเมตร และคาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานมากกว่า 4,000 คน โดยผู้เข้าร่วมงานจะได้รับข้อมูลเชิงลึกจากแบรนด์ชั้นนำระดับประเทศ เช่น ACER Cyber ​​Security, CompTIA…

Read More

ILM วางรากฐานดิจิทัลอัจฉริยะ ใช้ SAP Cloud + AI สู่ผู้นำ “Ecosystem of Living Solution” ตอกย้ำเบอร์ 1 ธุรกิจค้าปลีกเฟอร์นิเจอร์

ILM วางรากฐานดิจิทัลอัจฉริยะ ใช้ SAP Cloud + AI สู่ผู้นำ “Ecosystem of Living Solution” ตอกย้ำเบอร์ 1 ธุรกิจค้าปลีกเฟอร์นิเจอร์ นยุคที่การแข่งขันบนสนามธุรกิจค้าปลีกเปลี่ยนจากการสู้กันด้วยราคาและทำเล  สู่สมรภูมิแห่งดิจิทัล, ข้อมูล และเทรนด์ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ (ILM) ผู้นำธุรกิจร้านค้าปลีกเฟอร์นิเจอร์  ของใช้ภายในบ้าน และของแต่งบ้านครบวงจร ที่ครองอันดับ 1 ด้านสินค้าไลฟ์สไตล์เรื่องบ้านมาอย่างยาวนาน ได้ประสบความสำเร็จสู่การก้าวขึ้นเป็นผู้นำธุรกิจยุคใหม่ด้วยการทรานส์ฟอร์มองค์กรสู่ Digital-Driven Future ผ่านการใช้ RISE with SAP S/4HANA Cloud for Retail ด้วยการสนับสนุนของ 4 ผู้นำด้านเทคชั้นนำอย่าง SAP, NEXUS, SNP Group และ AWS เพื่อสร้างรากฐานดิจิทัลอัจฉริยะ และขับเคลื่อนด้วย SAP Cloud,  AI และ…

Read More

ผลกระทบของวิกฤตเศรษฐกิจโลกต่อตลาดหุ้นไทย

วิกฤตเศรษฐกิจโลกที่เกิดจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น ความไม่มั่นคงทางการเงิน ความตึงเครียดทางการค้า และความไม่แน่นอนทางภูมิศาสตร์การเมือง มีผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อตลาดทั่วโลก และไทยก็ไม่แตกต่างกัน ในฐานะประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่พึ่งพาการค้าระหว่างประเทศ การท่องเที่ยว และการผลิตเป็นหลัก ตลาดหุ้นไทยจึงมีความเปราะบางต่อผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก บทความนี้จะศึกษาผลกระทบที่วิกฤตเศรษฐกิจโลกมีต่อตลาดหุ้นไทยโดยเจาะลึกถึงผลกระทบทั้งในระยะสั้นและระยะยาวที่มีต่อภาคส่วนต่างๆ วิกฤตเศรษฐกิจโลกและผลกระทบเบื้องต้นต่อตลาดหุ้นไทย เมื่อเศรษฐกิจโลกเผชิญกับภาวะถดถอย ความเชื่อมั่นของนักลงทุนมักจะลดลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ราคาหุ้นตกต่ำอย่างรวดเร็ว ตลาดหุ้นไทย ซึ่งเป็นตัวแทนของดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) มักจะประสบกับความผันผวนอย่างรุนแรง นักลงทุนต่างชาติอาจถอนการลงทุนออกไปเพื่อลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ทำให้หุ้นไทยลดลงในทันที ผลกระทบนี้จะเด่นชัดในภาคส่วนที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ และเกษตรกรรมที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความต้องการสินค้าที่ลดลง การผันผวนของค่าเงินและการลงทุนจากต่างประเทศ ปัจจัยสำคัญอีกประการที่มีผลต่อตลาดหุ้นไทยคือการผันผวนของค่าเงิน ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจโลก นักลงทุนมักจะย้ายไปลงทุนในสกุลเงินที่ปลอดภัยกว่า เช่น ดอลลาร์สหรัฐ หรือเยนญี่ปุ่น ซึ่งมักทำให้เงินบาทอ่อนค่า การอ่อนค่าของเงินบาททำให้การส่งออกของไทยมีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันมันก็สร้างแรงกดดันด้านเงินเฟ้อภายในประเทศ สำหรับนักลงทุนต่างชาติ การอ่อนค่าของเงินบาทอาจทำให้มูลค่าการลงทุนของพวกเขาลดลง ซึ่งนำไปสู่การไหลออกของเงินลงทุนและความเชื่อมั่นของตลาดที่ลดลง การลงทุนจากต่างประเทศเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนตลาดหุ้นไทย เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลก การไหลออกของทุนจากนักลงทุนต่างชาติส่งผลกระทบอย่างหนักต่อราคาหุ้นและเพิ่มต้นทุนในการกู้ยืมของบริษัทไทย นอกจากนี้ ไทยยังพึ่งพาการท่องเที่ยวจากต่างประเทศเป็นอย่างมาก ซึ่งเมื่อการเดินทางระหว่างประเทศลดลงในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวลดลง และส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น การค้าปลีกและธุรกิจบริการ ผลกระทบตามภาคส่วน: การท่องเที่ยวและการส่งออก ภาคการท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก การลดลงของนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศทำให้ธุรกิจบริการและโรงแรมได้รับผลกระทบหนัก…

Read More

แผนที่ทางของประเทศไทยสู่เศรษฐกิจที่ใช้เงินสดน้อยลง

ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงินสมัยใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อลดการพึ่งพาเงินสดและผลักดันประเทศให้ก้าวไปสู่สังคมดิจิทัลที่ใช้เงินสดน้อยลง การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องความสะดวกสบายเท่านั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่กว้างขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และการเข้าถึงบริการทางการเงินของประชาชน หน่วยงานภาครัฐ ธนาคารแห่งประเทศไทย (BoT) ธนาคารพาณิชย์ และบริษัทฟินเทค ต่างมีบทบาทในกระบวนการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดจากการเปิดตัว National e-Payment Master Plan ภายใต้การนำของกระทรวงการคลังและ BoT กรอบนโยบายนี้ถูกออกแบบมาเพื่อลดต้นทุนการจัดการเงินสด ขยายฐานภาษีผ่านการลดขนาดเศรษฐกิจนอกระบบ และทำให้การชำระเงินดิจิทัลเข้าถึงได้สำหรับประชาชนทั่วไปและผู้ประกอบการรายย่อย ภายใต้แผนนี้ โครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานได้รับการจัดลำดับความสำคัญและประสานงานกันอย่างเป็นระบบ แทนที่จะปล่อยให้เกิดเป็นโครงการกระจัดกระจายหรือแข่งขันกันเอง หัวใจสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินใหม่ของประเทศไทยคือ PromptPay ซึ่งเป็นระบบการชำระเงินรายย่อยแบบเรียลไทม์ของประเทศ PromptPay ช่วยให้บุคคลและภาคธุรกิจสามารถโอนเงินโดยใช้ตัวระบุที่ง่าย เช่น หมายเลขบัตรประชาชน หรือหมายเลขโทรศัพท์มือถือ แทนการใช้เลขที่บัญชีธนาคารที่ยาวและจำยาก การโอนเงินมีต้นทุนต่ำหรือไม่มีค่าธรรมเนียม และมักเสร็จสิ้นภายในไม่กี่วินาที ทำให้เหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน เช่น การจ่ายค่าเช่า การหารบิล หรือการโอนเงินให้ครอบครัว องค์ประกอบสำคัญอีกประการหนึ่งคือมาตรฐาน Thai QR Payment กรอบการใช้ QR code ในระดับประเทศนี้เปิดโอกาสให้ลูกค้าชำระเงินให้กับร้านค้าเพียงแค่สแกน QR code ผ่านแอปธนาคารหรือแอป e-wallet…

Read More
Back To Top