กลยุทธ์การเข้าซื้อกิจการของบริษัทชั้นนำในประเทศไทย เพื่อสร้างอำนาจทางธุรกิจระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

บริษัทขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศไทยไม่ได้มองการเข้าซื้อกิจการเป็นเพียงธุรกรรมทางการเงินแบบครั้งเดียว แต่สำหรับกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ เช่น เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group), Central Group, Siam Cement Group, ThaiBev และ Gulf Energy Development การซื้อกิจการมักเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ระยะยาวเพื่อสร้างเครือข่ายธุรกิจ เข้าสู่ตลาดใหม่ ควบคุมห่วงโซ่อุปทาน หรือเข้าถึงเทคโนโลยีที่อาจต้องใช้เวลาหลายปีในการพัฒนาด้วยตนเอง

แนวทางดังกล่าวมีความสำคัญมากขึ้นเมื่อเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ช่วงตลาดภายในประเทศเติบโตช้าลง การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค การแข่งขันที่สูงขึ้น และข้อจำกัดด้านการเติบโตในประเทศ ทำให้บริษัทไทยรายใหญ่ต้องค้นหาโอกาสใหม่ในตลาดต่างประเทศ

ความแข็งแกร่งภายในประเทศเป็นฐานสำหรับการขยายธุรกิจ

บริษัทไทยขนาดใหญ่มักเริ่มต้นการขยายธุรกิจจากการสร้างฐานรายได้ที่แข็งแกร่งในประเทศก่อน ธุรกิจภายในประเทศช่วยสร้างกระแสเงินสด เงินทุน ความเชี่ยวชาญด้านการบริหาร ความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์ และความสามารถในการเข้าถึงสถาบันการเงิน

ตัวอย่างเช่น CP Group ได้สร้างระบบธุรกิจแบบครบวงจรที่ครอบคลุมตั้งแต่เกษตรกรรม อุตสาหกรรมอาหาร ร้านสะดวกซื้อ โทรคมนาคม ไปจนถึงธุรกิจค้าส่งและการกระจายสินค้า

การเข้าซื้อกิจการ Tesco ในประเทศไทยและมาเลเซียเมื่อปี 2020 แสดงให้เห็นว่ากลุ่มบริษัทสามารถใช้การควบรวมกิจการเพื่อเพิ่มศักยภาพด้านค้าปลีก พร้อมเชื่อมโยงกับธุรกิจอาหาร โลจิสติกส์ และระบบดิจิทัลที่มีอยู่เดิม

คุณค่าของดีลลักษณะนี้ไม่ได้อยู่เพียงแค่จำนวนร้านค้า แต่ยังรวมถึงข้อมูลผู้บริโภค อำนาจต่อรองกับซัพพลายเออร์ และช่องทางใหม่สำหรับการจำหน่ายสินค้าภายในระบบธุรกิจเดียวกัน

กลยุทธ์ขยายธุรกิจต่างประเทศของ Central Group

Central Group ใช้แนวทางที่แตกต่างออกไป โดยมุ่งเน้นการเข้าซื้อสินทรัพย์ค้าปลีกที่มีชื่อเสียงในต่างประเทศ แทนที่จะสร้างแบรนด์ไทยขึ้นใหม่ในตลาดที่มีการแข่งขันสูง

การลงทุนใน Selfridges Group ซึ่งดำเนินการร่วมกับ Signa กลุ่มอสังหาริมทรัพย์จากยุโรป ช่วยให้ Central เข้าถึงตลาดค้าปลีกระดับลักชัวรีในสหราชอาณาจักร ไอร์แลนด์ และเนเธอร์แลนด์

อย่างไรก็ตาม กรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นทั้งโอกาสและความเสี่ยงของการซื้อกิจการระหว่างประเทศ สินทรัพย์ระดับพรีเมียมสามารถสร้างชื่อเสียงระดับโลกได้ แต่โครงสร้างผู้ถือหุ้นที่ซับซ้อน ความเสี่ยงด้านอสังหาริมทรัพย์ และปัญหาของพันธมิตรทางธุรกิจสามารถสร้างแรงกดดันทางการเงินได้เช่นกัน

การซื้อกิจการยุคใหม่มุ่งสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจ

ปัจจุบันกลุ่มบริษัทไทยไม่ได้มองหาการซื้อกิจการเพียงเพื่อเพิ่มส่วนแบ่งตลาดเท่านั้น แต่ยังมุ่งเน้นการเข้าถึงความสามารถเชิงกลยุทธ์ เช่น พลังงานหมุนเวียน โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล รถยนต์ไฟฟ้า เทคโนโลยีโลจิสติกส์ และระบบการเงินดิจิทัล

บริษัทพลังงานอาจซื้อกิจการด้านดิจิทัลอินฟราสตรักเจอร์ เพราะความต้องการไฟฟ้าจากศูนย์ข้อมูลกำลังเพิ่มขึ้น บริษัทค้าปลีกอาจลงทุนในเทคโนโลยีการชำระเงินเพื่อรักษาฐานลูกค้า หรือกลุ่มอุตสาหกรรมอาจซื้อบริษัทรีไซเคิลเพื่อรองรับข้อกำหนดด้านความยั่งยืนจากตลาดโลก

ข้อมูลด้านการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ประเทศไทย ระบุว่าธุรกิจดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ไฟฟ้า และพลังงานสะอาด เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่:
https://www.boi.go.th/

การรวมธุรกิจหลังการซื้อกิจการคือปัจจัยกำหนดความสำเร็จ

ความท้าทายที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การปิดดีลซื้อกิจการ แต่คือการบริหารหลังการเข้าซื้อ บริษัทต้องตัดสินใจว่าจะรวมระบบใด เปลี่ยนแปลงผู้บริหารอย่างไร รักษาแบรนด์เดิมหรือรวมเข้ากับองค์กรใหม่มากน้อยเพียงใด

การรวมกิจการอย่างรวดเร็วเกินไปอาจทำลายคุณค่าของแบรนด์ที่ถูกซื้อมา ในขณะที่การปล่อยให้ดำเนินงานแยกกันมากเกินไปอาจทำให้ไม่สามารถสร้างประสิทธิภาพและโอกาสทางธุรกิจร่วมกันได้

กลุ่มบริษัทไทยที่มีธุรกิจหลากหลายมีข้อได้เปรียบ เพราะสามารถเชื่อมโยงสินทรัพย์ที่ซื้อมาเข้ากับระบบโลจิสติกส์ การเงิน โทรคมนาคม และเครือข่ายจัดจำหน่ายที่มีอยู่แล้ว

สิ่งที่นักลงทุนควรติดตามในอนาคต

แนวโน้มการเข้าซื้อกิจการของบริษัทไทยในอนาคตมีแนวโน้มมุ่งไปที่ตลาดผู้บริโภคในภูมิภาค พลังงานสะอาด โครงสร้างพื้นฐาน AI การดูแลสุขภาพ และการผลิตขั้นสูง

นักลงทุนควรพิจารณาไม่เพียงราคาซื้อกิจการ แต่รวมถึงภาระหนี้ ต้นทุนการรวมธุรกิจ โครงสร้างธรรมาภิบาล และความสามารถของบริษัทในการสร้างมูลค่าจากระบบธุรกิจทั้งหมด

Back To Top