กรุงเทพฯ, 2569 – ภาคการผลิตของไทยซึ่งมีส่วนสำคัญต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) กำลังยืนอยู่บนทางแยก แม้ว่าภาคปลายน้ำ (OEM และผู้ส่งออกรายใหญ่) จะเข้าถึงสินเชื่อธนาคารได้อย่างกว้างขวาง แต่ชะตากรรมที่แตกต่างกันกำลังเกิดขึ้นกับผู้จัดหาวัตถุดิบชั้นที่สอง (Tier-2) และชั้นที่สาม (Tier-3) การพึ่งพาวิธีการชำระเงินแบบเดิมที่มีระยะเวลาเครดิต 60 ถึง 90 วัน ได้สร้างช่องว่างสภาพคล่องที่ลึกลงเรื่อย ๆ
นี่คือจุดที่ การจัดหาเงินทุนในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Financing: SCF) เข้ามามีบทบาทเป็นทางออกเชิงกลยุทธ์ ไม่ใช่แค่เงินกู้ SCF คือระบบนิเวศทางการเงินที่ใช้ประโยชน์จากอันดับความน่าเชื่อถือของผู้ซื้อรายใหญ่ (anchor) เพื่อจัดหาเงินทุนหมุนเวียนที่ถูกกว่าให้กับผู้จัดหาวัตถุดิบของตน
กลไกการรับซื้อลูกหนี้การค้าที่พลิกเกม
หนึ่งในเครื่องมือที่ได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศไทยขณะนี้คือ Reverse Factoring หรือ Approved Payables Financing ในรูปแบบนี้ ผู้ผลิตรถยนต์หรืออิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ในนิคมอุตสาหกรรม Eastern Seaboard จะยืนยันใบแจ้งหนี้ (invoice) จากผู้จัดหาวัตถุดิบของตน เมื่อใบแจ้งหนี้ได้รับการอนุมัติ ผู้จัดหาวัตถุดิบสามารถขายใบแจ้งหนี้นั้นให้กับสถาบันการเงินหรือแพลตฟอร์มฟินเทคโดยมีส่วนลด (discount) ในอัตราที่แข่งขันได้มาก ซึ่งมักจะใกล้เคียงกับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของบริษัทขนาดใหญ่ ไม่ใช่อัตราดอกเบี้ยของ SMEs
ทำไมสิ่งนี้จึงสำคัญ? เพราะการเข้าถึงเงินทุนหมุนเวียนที่รวดเร็วช่วยให้โรงงานผลิตชิ้นส่วนพลาสติกในอยุธยา หรือโรงงานโลหะ精密ในชลบุรี สามารถซื้อวัตถุดิบนำเข้าได้โดยไม่ต้องรอการชำระเงินจากลูกค้า ซึ่งช่วยขจัดความจำเป็นในการกู้ยืมระยะสั้นดอกเบี้ยสูงหรือเงินกู้นอกระบบที่มักเป็นภาระต่องบการเงินของ SMEs
แรงกดดันเศรษฐกิจมหภาคปี 2569
ปี 2569 เป็นปีที่อัตราดอกเบี้ยทั่วโลกเข้าสู่ภาวะปกติ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีแนวโน้มที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับที่ค่อนข้างสูงเพื่อควบคุมเงินเฟ้อจากพลังงาน สำหรับเจ้าของโรงงาน การกู้ยืมผ่านช่องทางเดิมมีต้นทุนสูงขึ้น แต่ผ่าน SCF พวกเขาสามารถใช้ประโยชน์จากเสถียรภาพทางการเงินของบริษัทขนาดใหญ่ผู้ซื้อเพื่อลดต้นทุนทางการเงินของตนเองได้
ข้อมูลล่าสุดจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แสดงให้เห็นว่าการปล่อยสินเชื่อสู่ภาคการผลิตชะลอตัวลงในไตรมาสแรกของปี 2569 ในขณะที่ปริมาณธุรกรรม SCF ดิจิทัลกลับพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก สิ่งนี้บ่งชี้ถึงการเปลี่ยนผ่านจากการกู้ยืมแบบทวิภาคีไปสู่การจัดหาเงินทุนตามห่วงโซ่อุปทานที่มีโครงสร้างชัดเจนและความเสี่ยงด้านเครดิตต่ำกว่า ดูข้อมูลรายละเอียดได้ที่นี่: https://www.bot.or.th/th/statistics/
การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา
ความสะดวกของ SCF เกิดจากแพลตฟอร์มดิจิทัล เช่น Supply Chain Finance Platform ของธนาคารใหญ่ในไทย (ไทยพาณิชย์ กสิกรไทย และกรุงเทพฯ) และผู้เล่นฟินเทคระดับภูมิภาค กระบวนการตรวจสอบเอกสารที่เคยใช้เวลาหนึ่งสัปดาห์ ปัจจุบันเสร็จสิ้นภายในไม่กี่ชั่วโมง ประสิทธิภาพนี้คือกุญแจสำคัญในการรักษาจังหวะการผลิตแบบ just-in-time
ด้วยการใช้ข้อมูลธุรกรรมย้อนหลัง สถาบันการเงินกล้าที่จะให้วงเงินสินเชื่อแก่ผู้จัดหาวัตถุดิบรายเล็กที่แต่เดิมถูกมองว่า “ไม่สามารถกู้ได้” (unbankable) นี่ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่คือการสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมระดับชาติจากฐานรากขึ้นไป
