ภูมิทัศน์ใหม่ที่มูลค่าตลาดสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง
ตลาดบริหารความมั่งคั่งของไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ เมื่อคาดการณ์ว่าในปี 2026 มูลค่าทรัพย์สินภายใต้การบริหาร (AUM) ทั้งระบบจะแตะระดับ 19.3 ล้านล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นสู่ 22 ล้านล้านบาทภายในปี 2028 ตัวเลขนี้ไม่ใช่เพียงสถิติที่สวยงาม แต่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่ของภาคการเงินไทยที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคของการปล่อยสินเชื่อไปสู่ยุคที่ “ค่าธรรมเนียมจากบริการบริหารความมั่งคั่ง” กลายเป็นแหล่งรายได้หลักของสถาบันการเงิน
การแข่งขันที่ดุเดือดจากทั้งผู้เล่นในประเทศและต่างประเทศ
สมรภูมิ Wealth Management ไทยในปี 2026 ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การแข่งขันระหว่างธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ แต่ยังรวมถึงบริษัทหลักทรัพย์ที่กำลังยกระดับขีดความสามารถขึ้นมาแข่งขันอย่างจริงจัง ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือกรณีของ Kiatnakin Phatra Securities (KKPS) ที่ประกาศตัวเป็นผู้ท้าชิงรายสำคัญ ด้วยการพลิกโฉมจากโมเดล “ขายผลิตภัณฑ์” ไปสู่การให้คำแนะนำแบบองค์รวม โดยมีอัตราการเติบโตของรายได้สูงถึง 25% เมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมที่อยู่ราว 15%
ในขณะเดียวกัน การร่วมมือข้ามพรมแดนก็กำลังกลายเป็นกลยุทธ์หลัก ตัวอย่างล่าสุดคือกรณีที่ธนาคารทหารไทยธนชาต (ttb) อยู่ระหว่างการเจรจาเข้าซื้อกิจการ Wealth Management ของ DBS Vickers Securities (Thailand) ซึ่งบริหารสินทรัพย์อยู่ที่ประมาณ 1 แสนล้านบาทในปี 2024 และมีเป้าหมายเดิมว่าจะแตะ 3 แสนล้านบาทภายในปี 2026 หากดีลนี้สำเร็จ จะเป็นการตอกย้ำว่า “สเกล” และ “เครือข่ายการลงทุนระหว่างประเทศ” คือปัจจัยชี้ขาดในสงครามครั้งนี้
การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของลูกค้าที่ผลักดันให้สถาบันต้องปรับตัว
หัวใจของการเปลี่ยนแปลงไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข AUM แต่อยู่ที่พฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ จากรายงานของ Asian Private Banker พบว่า สัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศของกลุ่ม High Net Worth ไทยพุ่งสูงถึงประมาณ 1 ใน 3 ของพอร์ตทั้งหมด โดยเฉพาะการลงทุนในสิงคโปร์ นอกจากนี้ ยังมีแรงกดดันด้านภาษีจากกฎใหม่ที่เก็บภาษีจากรายได้ต่างประเทศที่โอนเข้ามาในไทยในอัตราที่อาจสูงถึง 35% ส่งผลให้การวางแผนภาษีและโครงสร้างการถือครองสินทรัพย์กลายเป็นหัวใจของการให้บริการ
Discretionary Portfolio Management (DPM) ทางออกที่ยังมีช่องว่างมหาศาล
แม้แนวโน้มจะสดใส แต่การเจาะตลาด DPM ในไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น โดย KKPS ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกมีสัดส่วน DPM อยู่ที่เพียง 5-6% เท่านั้น และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 10% ภายในสิ้นปีนี้ สิ่งนี้สะท้อนว่าตลาด DPM ในไทยยังมีช่องว่างให้เติบโตอีกมหาศาล และเป็นโอกาสสำหรับสถาบันที่มีความสามารถในการสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าไว้วางใจให้บริหารพอร์ตอย่างมืออาชีพ
