ตลาดหุ้นไทยกำลังเผชิญสมการที่ยากจะแก้ ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติหายไปกว่าล้านคน ราคาหุ้นโรงแรมกลับปรับตัวขึ้นแรงติดต่อกันหลายวัน ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่าตลาดไม่ได้มองแค่จำนวนหัว แต่กำลังให้น้ำหนักกับคุณภาพของนักท่องเที่ยวและโครงสร้างรายได้ที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ
ตัวเลขนักท่องเที่ยวจริงกับเป้าที่ถูกปรับลง: อ่านสัญญาณให้ขาด
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ตั้งเป้ารายได้รวมปี 2569 ไว้ที่ 2.78 ล้านล้านบาท เติบโต 7% จากปี 2568 โดยวางแผนดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ 36.7 ล้านคน และสร้างทริปในประเทศกว่า 205 ล้านทริป ภายใต้แนวคิด Value over Volume ที่เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขจริงกลับสวนทาง เมื่อรัฐบาลต้องปรับเป้าลงเหลือ 33 ล้านคน และข้อมูล ณ วันที่ 17 ตุลาคม 2569 พบว่านักท่องเที่ยวสะสมอยู่ที่ 24.4 ล้านคน ลดลง 4.1% เมื่อเทียบปีก่อน โดยอัตราเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 69,000 คนต่อวัน ต่ำกว่าเป้าที่ต้องการถึง 114,000 คนต่อวันอย่างมีนัยสำคัญ
ททท. ปรับประมาณการรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเหลือ 30–34 ล้านคน สะท้อนแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และข้อจำกัดด้านการเชื่อมต่อเที่ยวบิน แต่รายได้รวมยังคาดการณ์ที่ประมาณ 2.58 ล้านล้านบาท จากทริปในประเทศราว 206 ล้านทริป ตัวเลขนี้ชี้ว่าตลาดหุ้นกำลังมองข้ามจำนวนหัว และให้น้ำหนักกับรายจ่ายต่อหัวที่สูงขึ้นจากนักท่องเที่ยวคุณภาพ ซึ่งเป็นกลุ่มที่อ่อนไหวต่อราคาน้อยกว่าและสร้างกำไรได้ดีกว่า ข้อมูลอ้างอิงจากศูนย์ข่าวและศูนย์ข้อมูล ททท. ที่เผยแพร่ต่อเนื่องในปี 2569 สามารถติดตามได้ที่ https://intelligencecenter.tat.or.th/
ทำไมราคาหุ้นโรงแรมถึงขึ้นแรงทั้งที่นักท่องเที่ยวลด?
ต้นเดือนมิถุนายน 2569 ราคาหุ้นกลุ่มโรงแรมปรับขึ้นพร้อมกัน โดย ERW นำที่ +6% ตามด้วย AWC +5% CENTEL +4% และ MINT +3% ปัจจัยหนุนหลักมาจากพัฒนาการเชิงบวกเรื่องสงคราม เมื่ออิสราเอลและเลบานอนบรรลุข้อตกลงหยุดยิง ซึ่งปูทางไปสู่สันติภาพในตะวันออกกลางและลดแรงกดดันด้านราคาน้ำมันเจ็ท นอกจากนี้ การฟื้นตัวของเที่ยวบินจากสายการบินหลักอย่าง Emirates และ Qatar Airways ที่กลับมา 86% และ 60% เมื่อเทียบกับช่วงวิกฤต ยังช่วยหนุนจำนวนนักท่องเที่ยวในไตรมาสถัดไป
ผลประกอบการไตรมาส 2/2569: ใครกำไร ใครขาดทุน
บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป (AWC) รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 ที่ 1,468 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.6% โดยธุรกิจโรงแรมและบริการมีรายได้ 2,761 ล้านบาท เติบโต 5.7% และ EBITDA 742 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.7% อัตรากำไร EBITDA Margin ขยับจาก 25.9% เป็น 26.9% สะท้อนการฟื้นตัวของโรงแรมในกรุงเทพฯ และรีสอร์ตลักชัวรีในเมืองท่องเที่ยวสำคัญ
ด้าน CENTEL รายงานกำไรสุทธิ 176 ล้านบาทในไตรมาส 2/2569 เพิ่มขึ้นจาก 104 ล้านบาทในปีก่อน โดยมีรายได้รวม 5,968 ล้านบาท เติบโต 2% จากสัดส่วนโรงแรม 44% และอาหาร 56% ขณะที่ DUSIT สร้างปรากฏการณ์ด้วยกำไรสุทธิเติบโตก้าวกระโดด 420.94% คิดเป็น 249.32 ล้านบาท จากรายได้ 3,270 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37%
โบรกเกอร์มองอย่างไร: เป้าราคาและหุ้น Top Pick
KS Securities ประเมินว่าจำนวนนักท่องเที่ยวปี 2569 มีโอกาสแตะ 32.9 ล้านคน สูงกว่าประมาณการปัจจุบันที่ 31.5 ล้านคน หลังตัวเลขสะสมเดือนเมษายน–พฤษภาคม ลดลงเพียง 2.0% ดีกว่าคาดการณ์หดตัว 8.0% โดยเฉพาะการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวยุโรปที่เร็วเกินคาด พร้อมให้คำแนะนำซื้อ AWC เป้าราคา 3.55 บาท และ ERW เป้าราคา 3.41 บาท โดยมองว่าหุ้นที่พึ่งพาตลาดในประเทศและได้ประโยชน์จาก MICE มีความน่าสนใจกว่า
DAOL Securities ปรับน้ำหนักการลงทุนกลุ่มท่องเที่ยวเป็นมากกว่าตลาด จากเดิมเท่ากับตลาด โดยคาดว่ากำไรจะทำจุดต่ำสุดในไตรมาส 2/2569 และเริ่มฟื้นตัวชัดเจนในไตรมาส 4/2569 จาก High Season ของไทยและมัลดีฟส์ พร้อมเลือก ERW และ CENTEL เป็น Top Pick
ความเสี่ยงที่นักลงทุนต้องจับตา
แม้ภาพรวมจะดูสดใส แต่ความเสี่ยงยังมีอยู่หลายด้าน ทั้งการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่กดดันกำลังซื้อนักท่องเที่ยว ข้อจำกัดด้านเที่ยวบินที่ยังฟื้นไม่เต็มที่ และการแข่งขันที่รุนแรงจากประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่แย่งส่วนแบ่งนักท่องเที่ยวจีนและยุโรปไปบ้างแล้ว อย่างไรก็ตาม การที่ราคาหุ้นกลุ่มนี้ยังซื้อขายที่ PER เพียง 14 เท่า เทียบกับก่อนโควิดที่ราว 35 เท่า สะท้อนว่าตลาดยังไม่ได้ให้ Premium กับการฟื้นตัวเต็มที่ และอาจเป็นจังหวะที่นักลงทุนระยะกลางควรจับตา
