บาทแข็งค่าฉุดกำไรหุ้นส่งออกหรือไม่? เปิดกลไกผลกระทบและหุ้นกลุ่มเสี่ยง-กลุ่มได้ประโยชน์ใน SET ปี 2026
ตลาดหุ้นไทยช่วงต้นปี 2026 เผชิญแรงกดดันจากทิศทางค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเงินบาทปรับตัวแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ สาเหตุหลักมาจากการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวและการอ่อนค่าของดอลลาร์หลังธนาคารกลางสหรัฐส่งสัญญาณลดดอกเบี้ย ปรากฏการณ์ดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อกำไรของบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ส่งออกที่พึ่งพารายได้จากต่างประเทศ ขณะที่กลุ่มผู้นำเข้ากลับได้ประโยชน์จากต้นทุนที่ลดลง กลไกผลกระทบของเงินบาทแข็งค่าต่องบการเงิน ผู้ส่งออกเสียเปรียบด้านรายได้ เมื่อบาทแข็งค่า รายได้ที่เป็นสกุลเงินต่างประเทศแปลงกลับเป็นบาทจะลดลงทันที สมมติบริษัทส่งออกสินค้าได้ 1 ล้านดอลลาร์ หากอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 36 บาทต่อดอลลาร์ รายได้เท่ากับ 36 ล้านบาท แต่ถ้าบาทแข็งเป็น 34 บาทต่อดอลลาร์ รายได้จะเหลือเพียง 34 ล้านบาท แม้ยอดขายในรูปดอลลาร์เท่าเดิม กำไรสุทธิจึงถูกบีบอัดโดยที่บริษัทไม่สามารถปรับราคาได้ทันที บริษัทอย่าง CPF, TU และ DELTA ที่มีรายได้ต่างประเทศสูงมักอ่อนไหวต่อการแข็งค่าของเงินบาทอย่างชัดเจน ผู้นำเข้าและต้นทุนลดลง ตรงกันข้าม บริษัทที่นำเข้าวัตถุดิบหรือสินค้าจากต่างประเทศจะได้ประโยชน์ เพราะต้นทุนสินค้านำเข้าลดลงเมื่อคิดเป็นเงินบาท กลุ่มธุรกิจพลังงานที่ต้องนำเข้าน้ำมันดิบ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่นำเข้าชิ้นส่วน และผู้ประกอบการค้าปลีกสินค้านำเข้าต่างมีอัตรากำไรขั้นต้นดีขึ้น ตัวอย่างเช่น PTT, IRPC และ HMPRO ที่มีต้นทุนนำเข้าสูงมักมีผลประกอบการดีขึ้นในช่วงบาทแข็ง กลุ่มอุตสาหกรรมที่อ่อนไหวต่อค่าเงินบาท กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และอาหารแปรรูป หุ้นส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า มักมีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศสูงถึง 60–80%…
