เมื่อไทยกลายเป็นสมรภูมิ Data Center ของเอเชีย — สตาร์ทอัพได้อะไรจากคลื่นลงทุน 7 แสนล้าน?

เมื่อไทยกลายเป็นสมรภูมิ Data Center ของเอเชีย — สตาร์ทอัพได้อะไรจากคลื่นลงทุน 7 แสนล้าน?

ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านทางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของภูมิภาค ข้อมูลจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ระบุว่าในปี 2568 มีโครงการ Data Center และ Data Hosting ได้รับการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนรวม 27 โครงการ คิดเป็นมูลค่ารวม 6,184.2 ล้านบาท และในไตรมาสแรกของปี 2569 มีการอนุมัติเพิ่มอีก 7 โครงการ มูลค่า 968.8 ล้านบาท รวมสะสม 34 โครงการ มูลค่ารวม 7,153 ล้านบาท ตัวเลขนี้ไม่ใช่แค่สถิติการลงทุน แต่เป็นสัญญาณว่าไทยกำลังถูกจัดวางให้เป็น “ชั้นวางข้อมูล” ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทำไมสตาร์ทอัพต้องจับตา BOI ไม่ใช่แค่ hyperscaler

แม้ข่าวส่วนใหญ่จะ聚焦ไปที่การลงทุนของ Amazon, Google และ Microsoft แต่สิ่งที่สตาร์ทอัพไทยควรให้ความสำคัญกว่าคือ “เงื่อนไข” ที่ BOI ใช้ผูกกับสิทธิประโยชน์ทางภาษี เพราะเงื่อนไขเหล่านั้นกำลังออกแบบระบบนิเวศที่สตาร์ทอัพสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมได้จริง BOI กำหนดให้โครงการ Data Center ต้องแสดงให้เห็นถึงผลประโยชน์ที่วัดได้ต่อการพัฒนากำลังคนท้องถิ่น การวิจัยและพัฒนา ความสามารถของ SME และห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ จึงจะมีสิทธิได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล นั่นหมายความว่า Data Center ที่ได้รับ BOI ไม่ใช่แค่โรงเก็บเซิร์ฟเวอร์ แต่ถูกบังคับโดยนโยบายให้ต้อง “เชื่อม” กับผู้ประกอบการไทย

ยิ่งไปกว่านั้น BOI ยังปรับโครงสร้างแรงจูงใจโดยแบ่งเป็นสองระดับตามประสิทธิภาพพลังงาน: Data Center ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลนานสูงสุด 8 ปี (ไม่เกิน 100% ของเงินลงทุน) ขณะที่ระดับมาตรฐานได้สูงสุด 5 ปี การออกแบบเช่นนี้สะท้อนว่าไทยไม่ได้ต้องการแค่เม็ดเงินลงทุน แต่ต้องการ Data Center ที่มีคุณภาพและยั่งยืน

ช่องว่างที่สตาร์ทอัพมองเห็น

ในมุมของสตาร์ทอัพ โครงสร้างพื้นฐานระดับ hyperscale ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วไม่ได้แปลว่าจะเข้าถึงได้โดยอัตโนมัติ ปัญหาคือต้นทุนการเช่าพื้นที่หรือใช้บริการประมวลผลยังสูงสำหรับสตาร์ทอัพระยะเริ่มต้น โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับมูลค่าที่พวกเขาสร้างได้ในปีแรกๆ แต่การที่ BOI ผูกเงื่อนไขการพัฒนากำลังคนและ SME ไว้กับสิทธิประโยชน์ ทำให้เกิดแรงกดดันเชิงบวกให้ผู้ประกอบการ Data Center ต้องเปิดโปรแกรมความร่วมมือกับสตาร์ทอัพ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของ compute credit, พื้นที่ทดลอง产品或 Sandbox ร่วมกับมหาวิทยาลัยและหน่วยงานรัฐ

ข้อมูลจาก DEPA ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาใหญ่ของไทยไม่ใช่การขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐาน แต่คือ “คุณภาพของข้อมูล” และ “ระบบนิเวศที่ยังขาดความเชื่อมโยง” ซึ่งหมายความว่า Data Center ที่ดีจะไม่มีค่าอะไรเลยถ้าสตาร์ทอัพไทยไม่สามารถนำข้อมูลและพลังประมวลผลนั้นไปสร้างผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาดได้

บทเรียนจาก hyperscaler ที่สตาร์ทอัพนำไปใช้ได้

การที่ Google เปิด Cloud Region ในกรุงเทพฯ เมื่อเดือนมกราคม 2569 และประเมินมูลค่าเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นราว 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในห้าปี ขณะที่ Microsoft ประกาศลงทุนเกิน 1,000 ล้านดอลลาร์ในไทยช่วงปี 2569–2571 สิ่งที่สตาร์ทอัพสามารถ “อ่าน” จากความเคลื่อนไหวนี้คือ การเลือกใช้ cloud และ data center ในประเทศจะช่วยลด latency และต้นทุนการโอนข้อมูลข้ามพรมแดน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับฟินเทคที่ต้องการความเร็วในการทำธุรกรรม หรือแอปพลิเคชัน AI ที่ต้องประมวลผลแบบเรียลไทม์

สตาร์ทอัพที่ไม่ควรมองข้ามคือการเจรจาสัญญาระยะยาวกับผู้ให้บริการ colocation รายเล็กที่ได้รับ BOI ซึ่งอาจยืดหยุ่นเรื่องราคาและเงื่อนไขมากกว่า hyperscaler รายใหญ่ และสามารถเป็นพันธมิตรในการออกแบบโซลูชันเฉพาะสำหรับอุตสาหกรรมแนวตั้ง เช่น เฮลท์เทคหรือลอจิสติกส์

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Back To Top