ไทยกับสถิติโลกด้านจุดเชื่อมต่อการชำระเงินเรียลไทม์

ไทยกับสถิติโลกด้านจุดเชื่อมต่อการชำระเงินเรียลไทม์

ไทยถือสถิติโลกจุดเชื่อมต่อชำระเงินเรียลไทม์ 6 ประเทศ

ตัวเลขที่ทำให้ไทยยืนแถวหน้าของภูมิภาค

ระบบ PromptPay ของไทยไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือโอนเงินภายในประเทศอีกต่อไป ข้อมูลจาก National ITMX ระบุว่า ณ ปี 2026 ไทยมีจุดเชื่อมต่อการชำระเงินผ่าน QR แบบเรียลไทม์โดยตรงกับ 6 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม ซึ่งถือเป็นจำนวนจุดเชื่อมต่อโดยตรงสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ตัวเลขนี้สะท้อนว่าไทยได้เปลี่ยนจากผู้ตามในระบบการเงินดั้งเดิม มาเป็นผู้กำหนดสถาปัตยกรรมของภูมิภาค

ความแข็งแกร่งภายในประเทศเป็นรากฐานสำคัญ ประเทศไทยมีบัญชีโมบายแบงก์กิ้งที่ลงทะเบียนแล้วกว่า 107.24 ล้านบัญชี สูงกว่าจำนวนประชากรทั้งประเทศ ขณะที่ยอดธุรกรรมผ่าน PromptPay อยู่ที่กว่า 74 ล้านรายการต่อวัน และมีผู้ลงทะเบียนมากกว่า 90 ล้านราย ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่แค่เรื่องของปริมาณ แต่หมายถึงความคุ้นเคยของผู้ใช้ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ทำให้การเชื่อมต่อกับต่างประเทศเกิดขึ้นได้จริงในระดับ mass adoption

บทบาทที่มากกว่าการเป็นคู่เชื่อมต่อ

จุดเปลี่ยนสำคัญคือการที่ไทยได้รับเลือกจาก Asian Payment Network (APN) ให้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมต่อระบบชำระเงินและโอนเงินระหว่าง 11 ประเทศสมาชิก APN ซึ่งรวมถึงออสเตรเลีย จีน อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย นิวซีแลนด์ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ไทย และเวียดนาม การเป็น hub ไม่ได้หมายความว่าไทยเป็นผู้กำหนดกฎทั้งหมด แต่หมายความว่าโครงสร้างพื้นฐานของไทยถูกใช้เป็นจุดอ้างอิงในการออกแบบเส้นทางเชื่อมต่อระดับพหุภาคี

ในทางปฏิบัติ ผู้ใช้ในไทยสามารถสแกน QR ของร้านค้าในมาเลเซียผ่าน DuitNow QR หรือชำระเงินในสิงคโปร์ผ่าน PayNow ได้จากแอปธนาคารไทยโดยตรง โดยที่ร้านค้าปลายทางไม่จำเป็นต้องมีบัญชีธนาคารไทย แต่ใช้ payment gateway ในประเทศของตนในการรับชำระเงิน กลไกนี้ทำให้ต้นทุนการเข้าถึงตลาดของผู้ประกอบการข้ามพรมแดนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

โจทย์ที่ยังต้องแก้ระหว่างทาง

แม้จุดเชื่อมต่อจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่รายงานของ AMRO ชี้ว่าแต่ละจุดเชื่อมต่อแบบทวิภาคียังต้องใช้ทั้งงานทางเทคนิค กฎกติกาที่ตกลงร่วมกัน และการประสานงานด้านกฎระเบียบ ซึ่งเมื่อเครือข่ายขยาย ต้นทุนและความซับซ้อนก็เพิ่มตามไปด้วย นี่คือเหตุผลที่การพัฒนาจาก “การเชื่อมต่อ” ไปสู่ “การบูรณาการ” ยังต้องอาศัยสถาปัตยกรรมระดับพหุภาคีอย่าง Project Nexus เข้ามาเสริม

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Back To Top