งานวิจัยปี 2026 ชี้ BCM ไม่ใช่แค่เรื่องรับมือภัยพิบัติ แต่คือ “routine” ที่สร้างความสามารถในการแข่งขัน
งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Sustainability เมื่อกลางปี 2026 ได้เปิดมุมมองใหม่ต่อการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Management หรือ BCM) ในกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ดิจิทัลของไทย โดยศึกษาจากผู้ประกอบการและผู้เชี่ยวชาญผ่านวิธี Fuzzy TOPSIS ร่วมกับการวิเคราะห์สมการโครงสร้าง (SEM) จากกลุ่มตัวอย่าง 817 ราย ผลการศึกษาชี้ว่า “continuity-oriented routines” หรือกิจวัตรการดำเนินงานที่ออกแบบมาเพื่อรักษาความต่อเนื่อง กลับกลายเป็นจุดงัดประสิทธิผล (practical leverage point) ที่ช่วยให้ SMEs ดิจิทัลไม่เพียงรอดจากวิกฤต แต่ยังสร้างผลการดำเนินงานที่ยั่งยืนได้จริง
ทำไม SMEs ดิจิทัลจึงเปราะบางกว่าที่คิด
SMEs ดิจิทัลในตลาดเกิดใหม่เผชิญสภาพแวดล้อมที่ “เอนเอียงไปทางการหยุดชะงัก” (disruption-biased environments) การหยุดชะงักเพียงครั้งเดียวสามารถกัดกร่อนความน่าเชื่อถือในการดำเนินงานและผลประกอบการระยะยาวได้อย่างรวดเร็ว งานวิจัยระบุว่า การศึกษาเดิมยังบูรณาการ BCM เข้ากับโมเดลความสามารถเชิงปฏิบัติการ (capability-based performance models) ไม่เพียงพอ โดยเฉพาะเมื่อมองจากมุมปฏิบัติการมากกว่ามุมยุทธศาสตร์ นี่คือช่องว่างที่ทำให้ SME จำนวนมากยังใช้ BCM แบบ “ตั้งรับ” มากกว่า “สร้างคุณค่า”
หลักฐานเชิงประจักษ์: BCM ที่ฝังใน routine ให้ผลลัพธ์ที่วัดได้
ผลการศึกษาแบบสองขั้นตอนพบว่า กิจวัตรที่มุ่งความต่อเนื่องมีน้ำหนักเชิงสาเหตุต่อผลการดำเนินงานที่ยั่งยืนอย่างมีนัยสำคัญ โดยโมเดลที่ทดสอบมีความสอดคล้องกลมกลืนสูง (χ²/df = 1.672, CFI = 0.984, RMSEA = 0.029) สิ่งนี้ตอกย้ำว่า BCM ไม่ควรถูกมองเป็นเอกสารแผนเผื่อภัยพิบัติแยกจากงานประจำวัน แต่ควรถูกฝังเข้าไปในกระบวนการตัดสินใจ การจัดสรรทรัพยากร และวัฒนธรรมการทำงานขององค์กร
ข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับผู้นำ SME ไทย
สำหรับผู้บริหาร SME ดิจิทัล การลงทุนใน BCM ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากระบบขนาดใหญ่ แต่สามารถเริ่มจากการระบุกระบวนการสำคัญที่ไม่สามารถหยุดได้ (time-critical processes) การกำหนดเจ้าภาพและตัวชี้วัดความต่อเนื่องในแต่ละทีม และการซ้อมสถานการณ์อย่างสม่ำเสมอ ผู้นำที่มอง BCM เป็น “ความสามารถเชิงยุทธศาสตร์” จะสามารถเปลี่ยนความไม่แน่นอนให้เป็นความได้เปรียบในการแข่งขันได้ในตลาดดิจิทัลที่ผันผวน
